วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

การขายสมบัติชาติ

โดย ทวีศักดิ์ รักยิ่ง
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

จากการที่ผมได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารัฐวิสาหกิจของไทย ซึ่งมีพัฒนาการตั้งแต่การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจของไทย เมื่อ พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีรัฐวิสาหกิจจำนวน 100 กว่าแห่ง ปัจจุบันเหลืออยู่ 58 แห่ง นโยบายของรัฐบาลแต่ละสมัย พร้อมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่แผนที่ 1 พ.ศ.2504-2509 ถึงปัจจุบัน ก็ต้องการที่จะส่งเสริมรัฐวิสาหกิจให้มีการบริหารแบบเอกชนเพิ่มขึ้นโดยการจ้างเอกชนดำเนินการบ้าง ให้สัมปทานบ้าง หรือแม้กระทั่งการแปรรูปให้เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กำหนดให้ไทยดำเนินการ



เราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศของเราได้เลือกระบบเศรษฐกิจของประเทศแบบระบบตลาดเสรี และประเทศได้อยู่ในระบบนี้มานานพอสมควรแล้ว ทำให้เราต้องปรับตัวไปกับระบบนี้ของกระแสการเปลี่ยนแปลงแข่งขันของโลกอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากย่อมจะมีฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต่างฝ่ายต่างสร้างวาทกรรมขึ้นมารองรับความคิดเห็นของฝ่ายตนเอง ดังเช่นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฝ่ายต่อต้านจะสร้างวาทกรรมว่าเป็นการขายสมบัติชาติ ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยก็ได้สร้างวาทกรรมว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งสองฝ่ายมองจากเหตุการณ์ที่ประสบในปัจจุบันในภาพกว้างที่ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลจากสื่อได้ แต่ไม่ได้มองลงไปในรายละเอียดและไม่ได้มองลงไปในการแก้ไขปัญหา



วันนี้ผมจะพูดถึงวาทกรรม : การขายสมบัติของชาติถ้าเรามองกันว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นการขายสมบัติชาตินั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการให้เอกชนต่างชาติเข้ามาขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หรือการให้เอกชนได้รับสัมปทานภูเขาทั้งลูกระเบิดไปทำหิน ทำปูนซึ่งดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นการขายสมบัติชาติมากกว่าหรือไม่ ทั้งๆที่ดำเนินการโดยเอกชนได้รับประโยชน์ไปเต็ม 100%



ส่วนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น รัฐเองยังเป็นเจ้าของส่วนใหญ่มากกว่า 50% อยู่ รัฐถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม บางแห่งมากกว่า 80% ด้วยซ้ำผลประโยชน์ที่ได้ก็ตกอยู่กับรัฐเป็นส่วนใหญ่และถ้ามองอีกมุมหนึ่งเมื่อมีการแปรรูปแล้วกิจการดำเนินการได้ดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้น อย่างเช่นปตท. นอกจากสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศแล้ว โดยได้มีการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลดำเนินงานก็ก้าวกระโดดขึ้นจากเดิมมีทรัพย์สินเพียง 2 แสนล้านบาท และเงินนำส่งรัฐปีละ 1 หมื่นล้านบาทก่อนการแปรรูปปัจจุบันมีทรัพย์สินประมาณ 9 แสนล้านบาทและเงินนำส่งรัฐประมาณปีละ 6 หมื่นล้านบาทประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นนี้กลับเข้าสู่รัฐเป็นส่วนใหญ่ทั้งรายได้และมูลค่าทรัพย์สินของรัฐที่เพิ่มขึ้นนี่น่าจะเป็นการทำประโยชน์ให้แก่สมบัติของชาติมากกว่าหรือไม่



อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากให้มองกันให้มากขึ้น คือการคอร์รัปชันในรัฐวิสาหกิจ ถ้าเปรียบเทียบกันว่าแปรรูปเป็นการขายสมบัติชาติแต่การดำเนินการปัจจุบันที่มีการคอร์รัปชันกันถือว่าเป็นการโกงชาติหรือไม่ งบประมาณการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดปีละกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เราสูญเสียไปเท่าใดจากการคอร์รัปชันทั้งในระดับการเมือง กรรมการ ผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งระดับพนักงานที่ทำงานกันแบบเช้าชามเย็นชามทำงานปกติไม่เต็มเวลา และมีการเบิกจ่ายค่าล่วงเวลากัน เหล่านี้ก็ถือเป็นการคอร์รัปชันเช่นกันต่างคนต่างเอาประโยชน์จากองค์กร ไม่มีใครมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง กระบวนการตรวจสอบของเราเป็นระบบตั้งรับ เข้าไปได้ไม่ถึงทุกกระบวนการ รัฐวิสาหกิจจะถูกตรวจสอบเพียงจากกระทรวงสังกัด รวมถึงกระทรวงการคลังที่กำกับดูแล และ สตง.เท่านั้น



แต่เมื่อรัฐวิสาหกิจแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากการตรวจสอบดังกล่าวมาแล้วยังถูกตรวจสอบเพิ่มเติมจาก ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์ฯ, นักวิเคราะห์หลักทรัพย์, องค์กรRating ทั้งในและต่างประเทศ, สมาคมนักลงทุนไทย รวมถึงที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ถือหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาด้วยผลดำเนินงานที่ดีขึ้น ตัวอย่างที่เราเห็นกันเมื่อปีที่แล้วที่ อสมท นักการเมืองต้องการเปลี่ยน Board เพื่อวัตถุประสงค์ไม่ดีต่อองค์กรแต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ยอม ช่วยกันคัดค้านในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทำให้การเปลี่ยน Board ครั้งนั้นไม่สามารถทำได้สำเร็จ



นอกจากนั้น ถ้าเรามองในเชิงโอกาส การที่รัฐวิสาหกิจซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันทั้งหมด กว่า7 ล้านล้านบาท การเสียหายจากการขาดประสิทธิภาพน่าจะมีจำนวนมาก แต่บางแห่งมักจะอ้างว่าเป็นการบริการสังคมทำให้ขาดทุนเราควรจะมีการศึกษากันอย่างจริงจังในรัฐวิสาหกิจทุกแห่งว่าเป็นการขาดทุนจากการบริการสังคมเท่าใด และขาดทุนจากการบริหารจัดการเท่าใด นำมาเปิดเผยต่อสังคมให้รับทราบแต่ถ้ารัฐวิสาหกิจนั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้องรายงานให้ผู้ถือหุ้นทราบผลการดำเนินงานโดยละเอียด ถ้าเราลองเปรียบเทียบง่ายๆ เช่นบริษัททีโอทีของไทยกับเทเลคอมมาเลเซีย ของเขามีผลตอบแทนต่อทรัพย์สินสูงกว่าของเราถึง 2 เท่า บริษัท กสทโทรคมนาคมของเราเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ผลตอบแทนต่อทรัพย์สินของสิงคโปร์ก็สูงกว่าเราเช่นกัน และถ้าเราลองมองลงลึกไปอีกขั้น รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีการจัดตั้งบริษัทลูกและนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต, ปตท.แม้กระทั่งการประปา จะเห็นว่าบริษัทลูกเหล่านั้นไม่ก่อปัญหาทางด้านการเงินให้แก่ภาครัฐและมีผลการดำเนินงานที่ดี



ผมคิดว่าผู้คนที่เกี่ยวข้องในประเทศของเราควรที่จะมานั่งคุยกันในการแก้ปัญหามากกว่าคิดจะต่อต้านแล้วสร้างวาทกรรมการขายสมบัติชาติมาสนับสนุน จะเกิดคุณูปการต่อประเทศมากกว่า หรือจะปล่อยให้โกงชาติต่อไปสิ่งใดที่ทำไปแล้วไม่ดี บกพร่องก็สร้างกติกาใหม่หรือสิ่งใดลืมพิจารณาไปก็ควรนำมาพิจารณาไว้ดังเช่นเหตุการณ์ปัจจุบันที่การบินไทย กรรมการของบริษัทมีการขนกระเป๋า 40 ใบ โดยไม่ผ่านกระบวนการศุลกากร โดยใช้อำนาจของกรรมการการกระทำการดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเราควรช่วยกันหาทางป้องกันร่วมกัน



อย่าลืมว่าประโยชน์ของการแปรรูปไปเป็นเอกชนอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือหยุดการโกงเพราะนั่นคือโรคที่กำลังรุมเร้าประเทศไทยอย่างรุนแรง คือการคอร์รัปชัน ต้องหยุดให้ได้ถ้าหยุดได้ประเทศไทยไปรอด อย่างอื่นค่อยมาแก้ทีหลัง



ที่มา: ASTVผู้จัดการรายวัน 26-01-2553

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

แผนยุทธศาสตร์การป้องกันการทุจริต

โดย รัตพงษ์ สอนสุภาพ
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


การทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ปัญหาดังกล่าวได้เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของโลกไปแล้ว ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาความยากจน หรือปัญหาโลกร้อนที่โลกกำลังเผชิญอยู่

แต่เดิมนั้น ปัญหาการทุจริตมักจะจุกตัวอยู่ในหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในระบบข้าราชการ ตัวอย่างเช่น การจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา หรือค่าอำนวยความสะดวกสำหรับการติดต่อหน่วยงานราชการต่างๆ และอาจรวมถึงค่าเปอร์เซ็นต์จากเงินงบประมาณดำเนินการก่อสร้าง หรือพัฒนาในโครงการต่างๆ เป็นต้น การทุจริตแบบนี้ถือเป็นการทุจริตแบบเก่าที่ดำรงอยู่คู่สังคมมานาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการทุจริตแบบนี้ก็มีพื้นที่จำกัดลง เนื่องจากเงื่อนไขทางการเมืองและสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

การพัฒนาที่ผ่านมา ในหลายๆ ประเทศไร้ความสมดุล และผลอันเกิดจากโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ผูกโยงเข้าด้วยกันมากขึ้น กลไกราคาหรือกลไกตลาดถูกมองว่าเป็นเครื่องมือจัดสรรทรัพยากร ที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากลไกของรัฐ ทำให้องค์กรธุรกิจเอกชนเข้ามามีบทบาทในการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในสังคมแทนกลไกภาครัฐที่มีข้อจำกัดในการให้ บริการ ด้วยเหตุนี้ องค์กรธุรกิจจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายขององค์กรธุรกิจ คือ การแสวงหากำไรสูงสุดจากการดำเนินงาน ดังนั้นไม่ว่าจะทำโดยวิธีไหนก็ตาม เพื่อทำให้ธุรกิจมีกำไรสูงสุดก็มักจะทำ หลายบริษัทไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ กลไกการตรวจสอบก็น้อยลง หลายบริษัทก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แน่นอนว่า กลไกการตรวจสอบการทำงานของบริษัทก็จะมีเพิ่มขึ้น แต่มีหลายกรณีที่พบว่า แม้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วก็ตาม ยังมีเจตนาทุจริตอยู่ดี อาทิเช่น การตกแต่งบัญชีเพื่อให้งบการเงินดูดี หรือการสร้างลูกค้าเทียมให้ดูว่าบริษัทมีธุรกรรมจำนวนมาก หรือการจ่ายสินบนให้นักการเมือง หรือข้าราชการ เพื่อให้ได้งานหรือโครงการต่างๆ ของรัฐ ดังนั้น แนวโน้มของการทุจริตในภาคธุรกิจเอกชนในระยะหลังๆ จึงมีเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่ของการทุจริตไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในภาครัฐดังเช่นในอดีตแล้ว แต่การทุจริตได้ไหลบ่ามายังภาคธุรกิจเอกชนแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จึงได้ร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร แสวงหาแนวทางหรือยุทธศาสตร์ร่วมกัน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในกรอบความร่วมมือต่างๆ อาทิเช่น กรอบขององค์การสหประชาชาติ ของธนาคารโลก ของกลุ่มประเทศโออีซีดี หรือของธนาคารพัฒนาตามภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น ผลักดันกฎระเบียบเพื่อการควบคุมการทุจริตทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน อย่างเช่น อนุสัญญาว่าด้วยความร่วมการต่อต้านการทุจริตของ UN หรือข้อตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานภาครัฐ (GPA) ของประเทศต่างๆ รวมถึงการรณรงค์ให้นำหลักธรรมาภิบาล หรือบรรษัทภิบาลไปใช้ในการปกครองและบริหารองค์กรมากขึ้นเป็นลำดับ แม้ว่าการดำเนินการภายใต้กรอบต่างๆ เหล่านี้ ได้มีผลบังคับใช้ในประเทศสมาชิกบางระดับแล้ว ผลปรากฏว่า ปัญหาการทุจริตในประเทศต่างๆ ยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย ปัญหาการทุจริตมีความรุนแรงและซับซ้อนมาก ความรุนแรงของปัญหาสะท้อนในเชิงปริมาณจากดัชนีชี้วัดความโปร่งใสของประเทศ ที่จัดทำโดยองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศที่จัดทำในแต่ละปี จากข้อมูลได้ชี้ว่าในช่วง 8 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2544-2551 ประเทศไทยมีดัชนีความโปร่งใสเฉลี่ยเพียงร้อยละ 3.0 โดยอยู่ในอันดับที่ 70 ในปี 2546 และอันดับที่ 80 ในปี 2551 ในขณะที่เป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตของ ป.ป.ช.กำหนดไว้ว่าภายในปี 2555 ดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทย จะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับประเทศมาเลเซียและเกาหลีใต้ในปัจจุบัน จึงนับเป็นการท้าทายอย่างยิ่งยวดสำหรับประเทศไทย รัฐบาลไทย และประชาชนคนไทยทุกคนต่อภารกิจสำคัญอันนี้

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงคุณภาพแล้ว ปัญหาการทุจริตในประเทศไทยเป็นเรื่องที่น่าห่วงใย เพราะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปและมีพัฒนาการมากขึ้น ทำให้รูปแบบการทุจริตในปัจจุบัน จึงยากแก่การทำความเข้าใจของสังคม อาทิเช่น คำว่า การทุจริตเชิงนโยบาย การมีผลประโยชน์ทับซ้อน และการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งรูปแบบการทุจริตเหล่านี้เป็นรูปแบบการทุจริตที่ร่วมสมัย ด้านหนึ่งเป็นการดำรงอยู่ของการทุจริตแบบเก่า แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการขยายตัวขององคาพยพด้านการทุจริตแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ในขณะที่สังคมไทยไม่ได้ตอบสนองกับปัญหาเหล่านี้ มากนัก เนื่องจาก ประการแรก สังคมไทยขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทุจริต รัฐบาลเองก็ขาดการเอาใจใส่ในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ ประการที่สอง การทุจริตในสังคมไทยและเอเชียมีพื้นฐานมาจากค่านิยมทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึง กัน เพราะเกิดจากระบบพวกพ้อง (Cronyism) ซึ่งเป็นประเด็นที่นักวิชาการได้ให้ความสนใจมากขึ้นในการนำมาวิเคราะห์แง่ มุมของการทุจริต อาทิเช่น ในงาน ฮัน (Han : 1998) หรือของกัทรี จอห์นสัน และอเมด (Khatri,Johnson and Ahmed : 2003) เป็นต้น ประการที่สาม พื้นที่ของการทุจริตและคนทำการทุจริตมีจำนวนเพิ่มขึ้น จนสังคมไทยในปัจจุบันไม่อาจจะแยกแยะได้ว่าใครคือพระเอกและใครเป็นผู้ร้าย หรือทั้งพระเอกและผู้ร้ายก็ทุจริตเหมือนกัน และประการสุดท้าย ผลพวงจากสามประการที่กล่าวมา ได้ส่งผลทำให้การแก้ปัญหาการทุจริตในสังคมไทยทำได้ยากยิ่ง

ดังนั้น ภาครัฐ สังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องแสวงหามุมมองใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ มองจากข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ให้มากที่สุดในการกำหนดยุทธศาสตร์ โดยอาจจะมองมิติทางสังคมวัฒนธรรมมากขึ้น (Cultural Approach) มองมิติทางเศรษฐกิจ (Economic Approach) และมองมิติทางสถาบัน (Institutional Approach) ด้วย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตมีความรัดกุมรอบด้านมากขึ้น



ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 18-01-2553

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

ความล้มเหลวในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของรัฐไทย

โดย รัตพงษ์ สอนสุภาพ
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ประเทศไทย เริ่มมีการจัดระบบแรงงานต่างด้าวและเปิดให้ขึ้นทะเบียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 จนถึงปัจจุบัน การดำเนินการของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาจะใช้มติคณะรัฐมนตรีเป็นเครื่องมือ ดำเนินการเชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความมั่นคงต่อรัฐและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ

แม้ว่าจำนวนแรงงานต่างด้าวจะเพิ่มขึ้นตามอุป สงค์ของผู้ประกอบการและศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองก็มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะช่วง หลังปี พ.ศ.2530 เป็นต้นมา ผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้คนไทยมีโอกาสในการเลือกทำงานมากขึ้น มีทางเลือกในการบริโภคสินค้า รวมทั้งการเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะในสาขา ธุรกิจก่อสร้าง และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล ที่มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ประกอบการไทยในธุรกิจสาขาดังกล่าว มีอุปสงค์ต่อแรงงานสูง แต่ขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะคนงานไทย ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ลาว และกัมพูชา มีแรงงานจำนวนมากที่ยากจน และต้องการหางานทำ

ผู้ประกอบการไทยได้ร้องขอต่อรัฐบาลเพื่อขอ อนุญาตนำแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในสาขาดังกล่าวแทนคน งานไทย โดยในระยะแรกของการดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนยังขาดทิศทางไร้ระบบควบคุมดูแลและยังขาดการบูรณาการในการ ทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การเข้ามาของแรงงานต่างด้าวจึงมีผลกระทบตามมาหลายด้าน อาทิ การนำพาเชื้อโรค การเกิดโรคใหม่ๆ ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม การก่อการร้าย การคอร์รัปชัน และความขัดแย้งในสังคม ฯลฯ

จากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน พบว่าแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานทั่วประเทศตามพระราชบัญญัติคน เข้าเมือง พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติคนต่างด้าว พ.ศ.2551 จนถึงสิ้นปี พ.ศ.2551 มีจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งสิ้น 790,664 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ แรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย (ตามมาตรา 9 และ มาตรา 12) มี 228,353 คน คิดเป็นร้อยละ 28.9 และแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย (ตามมาตรา 13) มี 562,311 คน คิดเป็นร้อยละ 71.1 ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดทั่วประเทศ จากสัดส่วนดังกล่าวจะเห็นว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมีจำนวนที่ มากว่าถูกกฎหมายอยู่ 333,958 คน

ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ตามมาตรา 13 แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ประเภทชนกลุ่มน้อย กับประเภทตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สัญชาติ ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตทำงานได้จนถึงปีวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 562,311 คน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 34,302 คน จำแนกเป็นชนกลุ่มน้อย 60,741 คน และตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สัญชาติ ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา 501,570 คน คิดเป็นร้อยละ 89.2 ของคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย

สำหรับแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ประเภทตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สัญชาติ ได้รับอนุญาตให้ทำงานตามสถานประกอบกิจการต่างๆ 154,304 แห่ง โดยประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานมาก 5 ลำดับแรก ได้แก่ เกษตรและปศุสัตว์ 92,200 คน ก่อสร้าง 76,206 คน ประมงทะเลต่อเนื่อง 58,890 คน ผู้รับใช้ในบ้าน 53,933 คน และประมง 9,836 คน เมื่อแยกตามสัญชาติเป็น สัญชาติพม่า 476,676 คน หรือร้อยละ 95.0 สัญชาติลาว 12,800 คน หรือร้อยละ 2.6 และสัญชาติกัมพูชา 12,094 คนหรือร้อยละ 2.4 โดยจังหวัดที่มีแรงงานกลุ่มนี้ทำงานมาก 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 83,337 คน สมุทรสาคร 76,059 คน เชียงใหม่ 39,213 คน สุราษฎร์ธานี 30,123 คน และภูเก็ต 29,431 คนตามลำดับ

จะเห็นว่าแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านได้ อพยพเข้ามาและทำงานในประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากประเมินของนักวิชาการและหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลได้ชี้ ว่า มีจำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน โดยมีสาเหตุหลักมาจากช่องว่างของรายได้ที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย และการพัฒนาของระบบการขนส่งที่เชื่อมระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านได้ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคการจ้างงานนอกระบบ ขณะที่นโยบายในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศไทยยังคลุมเครือ และไม่มีทิศทางที่ชัดเจน จึงทำให้แรงงานต่างด้าวเหล่านี้อยู่ในสถานะของแรงงานที่ผิดกฎหมาย และแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อสังคมไทย หากภาครัฐยังขาดการบริหารจัดการที่ดีต่อปัญหาเรื่องนี้

ทั้งนี้ ปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่ได้เป็นปัญหาแต่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมืองเท่านั้น ปัญหาด้านสาธารณสุขก็เป็นปัญหาสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาด้านอื่น ดังนั้น เมื่อลองหลับตานึกไปถึงปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยได้ถูกรวมเข้าเป็นประชาคมอาเซียนประเทศอื่นแล้ว ปัญหาแรงงานต่างด้าวจะมีความยุ่งยากซับซ้อนขนาดไหน รัฐไทยควรต้องรีบเร่งหามาตรการดำเนินการ และแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่ดีมีประสิทธิภาพไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อรองรับกับสภาพเขตแดนถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายหลายประเทศ แรงงานต่างด้าวเหล่านั้นสามารถเคลื่อนย้ายได้โดยเสรี ปัญหาดังกล่าวก็จะยิ่งมีความรุนแรงและยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนั้นประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาการค้ามนุษย์ หรือปัญหาด้านสาธารณสุขที่มากับแรงงานอพยพตามมาอีกด้วย



ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ธรรมเนียมนิยม ล็อบบี้ กับการซื้อ-ขายตำแหน่ง

โดย ศรัณย์ ธิติลักษณ์
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


บนเงื่อนไขของสังคมแบบอุปถัมภ์ (patronage) ธรรมเนียมนิยมแบบไทยๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกปี มักมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีของสังคมไทย คือ การเข้าไปกราบไหว้ขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หรือ เข้าไปเยี่ยมหาถามไถ่ทุกข์-สุขของบุคคลที่มีความเคารพต่อกัน วัตรปฏิบัติเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และสมควรที่จะสืบสานให้มีกันต่อไปในระบบสังคม อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่ธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นสิ่งที่ดีงามอยู่แล้วในระบบ ได้ถูกบิดเบือนจากคนบางกลุ่มพวก โดยการใช้วัตรปฏิบัตินี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแสวงหาผลประโยชน์แอบแฝง (ทั้งในเชิงพฤติกรรมและในเชิงวัตถุ) สร้างเงื่อนไข และใช้วาทกรรมนี้เป็นยุทธวิธี (tactics) ในการที่ทำให้ตนได้มาซึ่งผลประโยชน์ บนความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนทั้งในแนวดิ่งหรือแนวราบ


ซึ่งมูลเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดเงื่อนไขของการ บิดเบือนมาจากปรากฏการณ์ของสังคมที่ว่า ในสังคมพหุนิยมที่มีบุคคล/กลุ่มบุคคลหลากหลายที่ต่างต้องทำการแข่งขันต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ตนต้องการ (ทั้งที่อยู่ในรูปของการมีอำนาจหรือเงินตราก็ตาม) โดยทั่วไปแล้วมักจะมีการต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนดัง กล่าว บุคคลอาจสามารถทำได้สำเร็จ ในขณะที่บางกลุ่มอาจพบแต่ความล้มเหลว ซึ่งความสำเร็จหรือล้มเหลวที่ได้มานี้ หากมองแบบกว้างๆ อาจมองได้ว่ามาจากกระบวนการทำงานของบุคคล ที่ลงทุนลงแรง ทุ่มเท และตั้งใจลงมือทำงานด้วยความสามารถ แต่ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มองว่า การได้มาซึ่งความสำเร็จไม่ได้มาด้วยความอดทนทำงานอย่างเดียว แต่หากต้องใช้กระบวนการหรือยุทธวิธี ที่เรียกว่า "การล็อบบี้" (LOBBY) มาเป็นส่วนประกอบ จึงจะทำให้สามารถบรรลุผลประโยชน์ของตนได้อย่างรวดเร็วขึ้น


ในทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองเรียกวิธี การนี้ว่าเป็นรูปแบบของ "การแสวงหาค่าเช่า" (rent seeking) ซึ่ง Mushtaq H. Khan หมายถึง การกระทำที่จะพยายามจะสร้าง รักษา หรือแลกเปลี่ยนสิทธิและสถาบันอันเป็นรากฐานของค่าเช่าแต่ละประเภท โดยวิธีการทั้งที่ผิดกฎหมาย อาทิเช่น การให้สินบน และการบีบบังคับด้วยกำลัง และวิธีการที่ถูกกฎหมาย อาทิเช่น การวิ่งเต้น การให้ของกำนัลที่มีมูลค่า เป็นต้น ทั้งนี้ สอดคล้องกับวิธีการดำเนินการทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งมักมียุทธวิธี (tactics) ดังนี้ คือ


1. การล็อบบี้โดยตรง (Direct lobbying techniques) ซึ่งมักใช้วิธีการดังนี้ คือ การคอยทำการพบปะกันเป็นส่วนตัว (Making Personal Contacts) ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การทำตัวให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวเดียวกัน การพยายามชักจูงหว่านล้อม เพื่อให้ทำตามที่ตนต้องการ การจ่ายผลประโยชน์ในรูปเงินหรือผลประโยชน์อื่นที่มีคุณค่าต่อผู้รับ


2. การล็อบบี้ทางอ้อม (Indirect lobbying techniques) ซึ่งมักใช้วิธีการดังนี้ คือ การระดมมวลชน การสร้างหรือก่อมติมหาชน หรือการสร้างพันธมิตรหรือแนวร่วม เป็นต้น


ดังนี้แล้ว การบิดเบือนปรากฏการณ์ของสังคมอันดีงาม ให้กลายเป็นประโยชน์ส่วนตัวด้วยการสร้างเงื่อนไขของผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ ตนต้องการ จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นการต่อรองและแสวงหาผลประโยชน์เชิงแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ทั้งในรูปแบบของการตรวจสำรวจความภักดี/บารมีทางการเมืองว่ายังคงเป็นผู้ทรง อิทธิพลอยู่หรือไม่ หรือการส่งมอบ-รับของกำนัลจากส่วยประจำปีที่แนบเนียนของบางองค์กร รวมถึงการเช็คชื่อผู้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องให้การสนับสนุนหรือเสนอตัว เพื่อรับการสนับสนุนในอนาคต (รายงานตัวเพื่อวิ่งเต้นเอาตำแหน่ง) ซึ่งทั้งหมดนี้ หากมองแบบผู้มองโลกในแง่ร้าย ก็คือ การใช้ระบบอุปถัมภ์เพื่อประโยชน์ส่วนตนนั่นเอง ซึ่งเทคนิคนี้ทราบมาว่าใช้กันมากที่สุดในตอนปลายปีโดยเฉพาะวงการราชการ เพราะเป็นทั้งโอกาสของการแสดงความขอบคุณ (หลังเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในปีงบประมาณ) และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Contacts) อันหมายถึงโอกาสในตำแหน่งหน้าที่ในปีต่อไป ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ปัจจุบันกลายเป็นต้นเหตุที่สำคัญของการคอร์รัปชันในระบบ ราชการไทยโดยเฉพาะประเด็นของการคอร์รัปชันในการซื้อขายตำแหน่งในระบบไปแล้ว


อย่างไรก็ตาม เราอาจสบายใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะผู้เขียนได้ทราบมา ว่า ขณะนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการและพลเรือน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการพิจารณาในเรื่องของการคอร์รัปชันในการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ ทั้งระบบโดยเน้นการพิจารณาเฉพาะในส่วนของข้าราชการระดับสูงเป็นอันดับแรก ก่อน ทั้งนี้ ได้มีการจัดงานการสัมมนาระดมความคิดเห็นจากบรรดาข้าราชการ หน่วยงานราชการ องค์กรอิสระ และได้รับแนวคิดจากอดีตข้าราชการระดับสูงผู้มีประสบการณ์ตรง จนได้มาตรการที่เป็นรูปธรรมในระดับหนึ่งแล้ว และผู้เขียนคาดว่าในปีหน้าเมื่อมาตรการถูกนำไปปฏิบัติจริงแล้ว ก็น่าจะมีผลกระทบในระดับหนึ่งสำหรับผู้ที่คิดจะคอร์รัปชันด้วยวิธีการนี้


สุดท้ายนี้ ในนามของตัวแทนผู้เขียนในคอลัมน์ "ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน" ทุกท่าน ขอขอบคุณท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ผู้ติดตามอ่านคอลัมน์ "ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน" ทุกๆ ท่าน ที่กรุณาให้คำติชม ทั้งยังได้ให้ทัศนะวิจารณ์ในมุมมองที่หลากหลาย อันเกี่ยวกับการพัฒนาการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้มีขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น และในวารดิถีปีใหม่นี้ ผู้เขียนคอลัมน์นี้ทุกท่าน ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และพรอันประเสริฐ จงได้สถิตและอำนวยพรแด่ทุกท่าน ด้วยเทอญ



ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จับตาการรถไฟ ทิศทางถูก หลักการผิด

โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ในที่สุด กระทรวงคมนาคมก็สามารถคลอดแผนพัฒนา ร.ฟ.ท. ซึ่งเป็นแผนใหม่ล่าสุดออกมาได้สำเร็จ โดยได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แผนนี้ถูกมองว่า เป็นการถอยกันคนละก้าวระหว่างสหภาพการรถไฟกับฝ่ายบริหาร กล่าวคือ สหภาพอาจยอมให้ฝ่ายบริหารตั้งบริษัทลูกที่เรียกว่าแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่งเป็นรถไฟที่เชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมืองได้ แต่ในส่วนของ 1. การบริหารจัดการเดินรถ 2. การบริหารด้านทรัพย์สิน และ 3. ฝ่ายการช่างกลและซ่อมบำรุงจะตั้งเป็นหน่วยธุรกิจ ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน

สำหรับแผนพัฒนา ร.ฟ.ท. จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1. การปฏิรูประบบรถไฟเพื่อความปลอดภัย อาทิเช่น การปรับปรุงความแข็งแรงของราง การจัดหาหัวรถจักรใหม่ ฯลฯ 2. การเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางและการขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิเช่น เส้นทางบัวใหญ่-มุกดาหาร-นครพนม และเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และ 3. การลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด เทรน) ในระบบรางมาตรฐาน แผนงานใหม่ของการรถไฟมีความน่าสนใจ คือ

1. จะมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งบูรณะเส้นทางเดิม 2,272 กิโลเมตร และเพิ่มเติมหัวรถจักร เป็นวงเงิน 46,000 ล้านบาท

2. ขยายโครงข่ายสายใหม่ คือ สิงคโปร์-คุนหมิง เชื่อมเส้นทางฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ เชื่อมรถไฟสายปอยเปต-ศรีโสภณ และเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของเชื่อมกับประเทศจีน จำนวน 2,651 กิโลเมตร วงเงิน 392,348 ล้านบาท

3. เพิ่มทางคู่เร่งด่วน 5 ปีแรก (2553-2557) 767 กิโลเมตร วงเงิน 66,110 ล้านบาท ส่วนที่เหลือปี 2558-2567 ระยะทาง 2,272 กิโลเมตร วงเงิน 258,600 ล้านบาท

4. เร่งศึกษารถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หนองคาย จันทบุรี และปาดังเบซาร์ 2,675 กิโลเมตร วงเงิน 708,855 ล้านบาท โดยจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และ

5. จะนำที่ดินของรถไฟทั่วประเทศ จำนวน 234,977 ไร่ ออกมาให้เอกชนเช่า

ผมยังไม่แน่ใจว่าแผนยกเครื่องการรถไฟเที่ยวนี้ จะเดินหน้าไปอย่างราบรื่นหรือไม่ เพราะ

ประการแรก ถึงแม้แผนนี้จะได้รับการยอมรับจาก ครม. เศรษฐกิจแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับในเชิงบวกจากสหภาพแรงงานแต่อย่างใด นี่ยังเป็นความเสี่ยงของการรถไฟในอนาคต

ประการที่สอง การปรับปรุงโครงสร้างและการขยายโครงข่ายสายใหม่จำนวนมหาศาลในไม่กี่ปีข้างหน้า ภายใต้งบประมาณมากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ภายใต้การบริหารงานของหน่วยธุรกิจจะมีหลักประกันอะไรให้สังคมมั่นใจได้ว่าการรถไฟจะสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใสได้ตามที่สังคมคาดหวังไว้ ผมมีความวิตกว่าองค์กรบริหารงานที่มีวัฒนธรรมเป็นราชการ และมีกฎระเบียบที่ขาดความคล่องตัวจะบริหารธุรกิจขนาดนี้ได้อย่างไร ความเป็นราชการจะไม่กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จของโครงการข้างต้นหรือ

ประการที่สาม การบริหารที่ดินกว่า 200,000 ไร่ ภายใต้หน่วยงานธุรกิจที่มีความเป็นราชการ มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นขนมเค้กก้อนใหม่ของนักการเมือง กลุ่มอิทธิพล นักธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟ หากไม่มีแผนงาน และกระบวนการจัดการที่ดีเพียงพอ

ผมคิดว่าขณะนี้ การเคลื่อนไหวยกเครื่องการรถไฟอยู่ภายใต้บรรยากาศที่ดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ปัญหา คือ ฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารของการรถไฟจะทำงานภายใต้ความคาดหวังนี้ให้ได้ดีได้อย่างไร ผมเกรงว่าถ้าหากฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารไม่ระมัดระวังการบริหารจัดการในแต่ละขั้นตอนให้ดีเพียงพอ ก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อน และกลายเป็นความล้มเหลวของการรถไฟ และระบบการขนส่งของประเทศไทยในท้ายที่สุด พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมอดแปลกประหลาดใจไม่ได้ ที่แผนยกเครื่องการรถไฟซึ่งจะใช้เงินกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้อย่างรวดเร็วเพียง 1-2 สัปดาห์ ภายหลังจากที่เกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายในการรถไฟขึ้น หากเข้าใจไม่ผิด ผมเข้าใจว่าแผนฉบับนี้คงจะปรับปรุงขึ้นมาจากแผนของการรถไฟเดิมที่ได้ดำเนินการเอาไว้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น แผนการที่ดูดีขึ้นนี้ อาจขัดกับหลักการบริหารจัดการที่ดี ที่อย่างน้อยที่สุดที่การรถไฟควรมี คือ หลักที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วม ผมไม่แน่ใจว่าแผนฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยฝ่ายบริหารหรือได้มีการเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิเช่น สหภาพรถไฟ กลุ่มผู้ใช้บริการ กลุ่มธุรกิจ กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค สื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้เช่าที่การรถไฟ ฯลฯ มาให้ความเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าหากผู้บริหารการรถไฟไม่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการรถไฟ แผนของการรถไฟก็จะเป็นแผนที่ขาดความรอบด้าน มีแต่มิติทางด้านเทคนิค แต่ขาดมุมมองทางด้านสังคมและเสียงร้องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การบริหารโครงการต่างๆ ของรถไฟ โดยใช้หน่วยธุรกิจจะสามารถตอบคำถามในเรื่องหลักการที่ว่าด้วยประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการรถไฟให้ดีขึ้นได้หรือไม่และอย่างไร ผมคิดว่าผู้บริหารการรถไฟต้องตอบให้ได้ว่าทางเลือกในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการรถไฟมีกี่ทางเลือก และเพราะเหตุใดท่านจึงเลือกทางนี้ และทางเลือกนี้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและประชาชนใช่หรือไม่ ท่านต้องตอบคำถามนี้เพื่อทำให้ หลักที่ว่าด้วยความโปร่งใส และ หลักที่ว่าด้วยความรับผิดรับชอบ ต่อผลที่จะติดตามมาจากการตัดสินใจของท่าน จะได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

ส่วนหลักการสุดท้ายสำหรับการรถไฟ คือ หลักการควบคุมการทุจริต ของนักการเมืองและผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้สหภาพรถไฟเกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร ฝ่ายบริหารควรอธิบายให้ชัดเจนว่าจะปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมการทุจริตภายในองค์กรในอนาคตได้อย่างไร



เผยแพร่ครั้งแรกที่ : กรุงเทพธุรกิจ 23-11-52

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การเมืองเรื่องคอร์รัปชัน กับการล่มสลาย

โดย ศรัณย์ ธิติลักษณ์
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

การปะทะกันเรื่องผลประโยชน์ในลักษณะของพฤติกรรม ที่มักอ้างเอาเหตุผลของผลประโยชน์สาธารณะ (Public interest) ซึ่งเป็นของคนส่วนรวมในสังคม เริ่มมีภาวะที่รุนแรงมากขึ้น เมื่อเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองของบรรดาฝักฝ่ายคู่ตรงข้ามที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมานี้ และรูปแบบของความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่ชัดเจนระหว่างผลประโยชน์ของบุคคลกับผลประโยชน์ของสาธารณะ เริ่มมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น จนอาจกลายเป็น "โศกนาฏกรรมของทรัพย์สินสาธารณะ" (tragedy of the commons) ซึ่งเกี่ยวข้องกับตรรกะของผลประโยชน์ (the logic of interest) จำนวนมากของผู้บริโภค และการจัดสรรทรัพยากรในสังคม

และครั้นเมื่อพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศลั่นว่าให้ลูกพรรคเพื่อไทย ค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันในฝ่ายรัฐบาลร่วมของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ได้มากที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอภิปรายในสภา อาทิเช่น ในเรื่องของการทุจริต นมโรงเรียน ทุจริตในโครงการรถเมล์ ทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข และทุจริตทุกรูปแบบที่มีข้อมูล นั่นแสดงให้เห็นว่า ประเด็นทางการเมืองที่ใช้อ้างและเป็นเครื่องมือที่ทรงพลานุภาพมากที่สุดในการล้มรัฐบาลนอกจากการโจมตีด้านการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพแล้ว ก็คือ "เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล" (ซึ่งเป็นสูตรที่มักถูกหยิบยกมาใช้กล่าวอ้างได้ทุกยุค ทุกสมัย อย่างมีน้ำหนัก) ทั้งนี้ เพราะในทุกรัฐบาลจะมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบหนึ่งรูปแบบใดแฝงตัวอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าการคอร์รัปชันนั้นจะมีความชัดแจ้ง มีขนาดของวงเงินหรือการแพร่ขยายของการทุจริตมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีคอร์รัปชันแล้ว สิ่งที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรีพูดถึงนั้น ชี้ให้เราเห็นได้ว่า เรื่องของการคอร์รัปชันในสังคมไทยนั้นยังมีอยู่อย่างทั่วไป แม้ว่าจะมีกฎหมาย หรือมาตรการต่างๆ ออกมาควบคุมพฤติกรรมที่น่ารังเกียจนี้แล้ว แม้ว่าสังคมจะตระหนักรับรู้ถึงความชั่วร้าย หรือผลกระทบของการคอร์รัปชันต่อประเทศแล้ว แม้ว่าจะมีการตั้งหน่วยงานจำนวนมากที่คอยดูแลสอดส่องเรื่องนี้แล้ว ตลอดจนถึงขั้นที่ให้มีการประกาศเป็นวาระแห่งชาติแล้วก็ตาม ก็ดูเหมือนว่าเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ มิได้ลดความสำคัญลงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับกลายเป็นเรื่องของการนำเอาเรื่องของการคอร์รัปชัน มาเป็นเครื่องต่อรองผลประโยชน์ของพรรคพวก และที่สุด ก็นำเอามาทำลายล้างกันในทางการเมือง เพื่อลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตน โดยจงใจที่จะละเลย และมองข้ามส่วนของผลประโยชน์สาธารณะ (ทั้งในรูปแบบที่เห็นเป็นตัวเงิน และในรูปแบบของต้นทุนทางสังคม) ของคนจำนวนมากที่ต้องสูญเสียไปกับการต่อสู้ คัดง้าง และแย่งชิงผลประโยชน์กันเองของบุคคลจำนวนหนึ่ง โดยเขาเหล่านั้นจะคงเหลือไว้ซึ่งความล่มสลายของสังคมให้คนรุ่นต่อไปดูต่างหน้า

ที่จริงแล้ว การทำความเข้าใจในเรื่อง "พฤติกรรมที่มีเหตุผล" (rational behavior) ซึ่งเกิดจากการปะทะกันด้านผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่างๆ นั้น นักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ อธิบายได้จากพฤติกรรมของคนบางคน ซึ่งอาจคิดหาเหตุผลได้อย่างถูกต้องว่าตนเองจะได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้น ด้วยการกระทำที่เป็นอันตรายหรือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น แม้อาจจะเป็นการกระทำที่เลวร้ายในทางจริยธรรมก็ตามที ผู้กระทำผิดทราบดีว่าพวกตนสามารถรอดตัวไปได้ แม้ว่าจะทำพฤติกรรมไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมาย หรือไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง พวกเขารู้สึกปลอดภัยเพราะผู้ถูกกระทำผิดมักกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ฝ่ายสูญเสียมักกระจายกันไปในหมู่คนจำนวนมาก ทั้งตัวผู้สูญเสียแต่ละคนในสังคมซึ่งมองโดยทั่วไปก็เสียประโยชน์ไปคนละเล็กน้อย มีขนาดไม่แน่นอน และดูว่าไกลตัวเกินไปสำหรับการต่อสู้เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์กลับมา (อาจต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ยาวนาน เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะซึ่งเป็นทรัพยากรของคนหลายๆ คน) ด้วยเหตุผลนี้เอง จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมการคอร์รัปชันยังคงอยู่ และการต่อต้านคอร์รัปชันจึงมักล้มเหลว และแน่นอนในอนาคตภัยร้ายนี้ย่อมต้องมีผลกระทบต่อสังคมในที่สุด

มากไปกว่านี้ จากอดีตจนปัจจุบันของสังคมใดๆ อาจกล่าวได้ว่า ยังมีเหตุผลอีก 3 ประการ ที่อาจทำให้สังคมเกิดความล่มสลาย (Social Collapse) ได้ นั่นคือ

หนึ่ง เกิดจากจุดเริ่มต้นของปัญหาบางอย่างที่เป็นเรื่องยากที่จะสังเกตเห็น เนื่องจากปัญหาอาจเกิดขึ้นช้าๆ ภายใต้การผันผวนของสังคม

สอง ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาอยู่ห่างไกลพื้นที่ที่มีปัญหา หรือปฏิเสธข้อเท็จจริง (speculative) ในการตัดสินใจปัญหาซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการตัดสินใจโดยอิงกับ "จิตวิทยาฝูงชน" (crowd psychology) และ

สาม ปัญหาอาจยากเกินกว่าขีดความสามารถ หรือศักยภาพในการแก้ปัญหาของคนในสังคมในปัจจุบัน

ผมไม่อยากเห็นสังคมไทย ต้องล่มสลายและเหลือแต่ความผุพังไว้ให้กับลูก หลานไทยในอนาคต ได้โปรดกรุณาหยุดทำร้ายชาติ หยุดการกระทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง และกลับมาเสียสละเพื่อประโยชน์สาธารณะของสังคมไทยในอนาคตดีกว่าครับ



เผยแพร่ครั้งแรกที่ : กรุงเทพธุรกิจ 09-11-52

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กระทู้ถาม "การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน" (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)

แหล่งข่าว ช่อง สทท. /FM 87.5 MHz

มีรายละเอียด ดังนี้

ประธาน : เชิญท่านอานิก อัมระนันทน์ ผู้ตั้งกระทู้ถาม เชิญ

อานิก : ค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งค่ะ เอ่อ ที่หาตัวท่านรัฐมนตรีมาฟังได้ค่ะ ดิฉัน อานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ เอ่อ ในวันนี้จะถามกระทู้นะคะ เรื่อง การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เอ่อ ขออนุญาตท่านประธานนะคะเป็นอารัมภบท อยากจะขอแสดงแผนภูมิ เมื่อกี้เช็คกับเจ้าหน้าที่แล้วว่าอันนี้ไม่ต้องเคลียร์ข้างบนนะคะ เอ่อ โอ้โห ไม่ทราบจะโคลสอัพ ได้มั้ยคะกล้อง แผนภูมิอันนี้จะแสดงถึงผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับ..

ประธาน : ท่านได้ขออนุญาตหรือยัง

อานิก : เอ่อ ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ค่ะ

ประธาน : ครับ เปล่า ผมยังไม่เห็นเรื่องเลย เอ้า ผมอนุญาตครับ ไม่เป็นไร เชิญฮะ เร็วหน่อยก็แล้วกัน...อ่านต่อ

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งกับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม www.thaigoodgovernance.org
คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินลงทุนโครงการไทยเข้มแข็ง รอบแรกวงเงิน 199,960 ล้านบาท ให้กับ 4 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข

การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้กระทรวงและหน่วย งานต่างๆ มีดังนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 48,078 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ 45,389 ล้านบาท กระทรวงคมนาคม 39,900 ล้านบาท กระทรวงการคลัง 14,500 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข 11,515 ล้านบาท และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11,389 ล้านบาท รวม 6 กระทรวง เป็นเงิน 170,771 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 85 ของเงินทั้งหมด ส่วนกระทรวงอื่นๆ ที่เหลือได้รับการจัดสรรเงินรวมกันเป็นเงิน 25,785 ล้านบาท และมีรัฐวิสาหกิจอีก 6 แห่ง ที่ได้รับการจัดสรร รวมเป็นเงิน 3,405 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.9 และ 1.7 ของเงินทั้งหมดตามลำดับ

แหล่งเงินทุนที่ใช้ดำเนินโครงการมาจาก พ.ร.บ.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท รวมถึงการกู้เงินภายในประเทศตามแผนบริหารหนี้สาธารณะ

หากมองความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจในการจัดสรรเงิน งบประมาณของพรรคร่วมรัฐบาล พบว่า พรรคชาติไทยพัฒนามีอำนาจต่อสูง ทั้งๆ ที่มีจำนวน ส.ส.ในพรรคน้อยกว่าสองพรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะกระทรวงที่พรรคชาติไทยพัฒนากำกับดูแล อย่างเช่น กระทรวงเกษตรฯ ได้รับสรรการจัดเงินงบประมาณมากที่สุด ส่วนพรรคภูมิใจไทย มีจำนวน ส.ส. มากเป็นอันดับสองในรัฐบาล กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณเป็นอันดับสาม ขณะที่พรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับสรรจัดงบประมาณมากเป็นอันดับสอง กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข ได้รับสรรจัดเงินงบประมาณเป็นอันดับสี่ และห้าตามลำดับ

สำหรับกระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรเงิน 11,515 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลระดับจังหวัดจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ และปรับปรุงโรงพยาบาลระดับตำบล ต่อมาได้ถูกชมรมแพทย์ชนบทร้องเรียนว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อครุภัณฑ์ทาง การแพทย์ ทำให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อ ตรวจสอบ ซึ่งบุคคลที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งนั้น ล้วนแต่เป็นบุคคลที่สังคมให้การยอมรับและน่าเชื่อถือทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช หรือพลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ ซึ่งก็น่าชื่นชมรัฐบาลที่รีบดำเนินการแก้ไขปัญหานี้

แต่การแก้ปัญหาอย่างนี้ของรัฐบาล น่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณน้อยกว่าอีกห้ากระทรวงหลัก และเงินก็ถูกใช้ไปเพียงบางส่วนเท่านั้น ขณะที่เงินอีกจำนวนมากกว่า 1.43 ล้านล้านบาท จะถูกใช้จ่ายต่อเนื่องกันไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า และงบประมาณส่วนใหญ่ยังอยู่ในกระบวนการตระเตรียมจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ฉะนั้นรัฐบาลควรเน้นป้องกัน ควบคุมปัญหาการทุจริตเชิงระบบโครงการอื่นๆ ไปด้วย เพราะเชื่อเหลือเกินว่าหากรัฐบาลยังไม่มีกลไกกำกับดูแลที่ดี ปัญหาการทุจริตในโครงการนี้ก็จะทยอยโผล่ออกมาให้ประชาชนได้เห็นเป็นระยะๆ นั้นก็อาจหมายความว่า ความน่าเชื่อของรัฐบาลก็หมดลงตามไปด้วยเช่นกัน

ปัญหาการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง ส่วนสาเหตุที่เรื่องมาแดงในกระทรวงนี้ก่อน เพราะว่ากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลกันภายในกระทรวงมีมากกว่าข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เนื่องจากว่าบุคลากรทางการแพทย์ มีความเป็นวิชาชีพ และมีอิสระมากกว่าสาขาอาชีพอื่นๆ

นักทฤษฎีคอร์รัปชัน อาทิเช่น Werner กล่าวว่า การทุจริตมีโอกาสเกิดขึ้นอยู่เสมอ เมื่อมีช่องทาง และถ้าผู้นำประเทศไม่ให้ความสนใจปัญหาการทุจริตก็จะสูงไปด้วย ยิ่งถ้านักการเมืองขาดความซื่อสัตย์สุจริต ขณะที่ประชาชนก็ไม่เข้าใจผลกระทบจากการทุจริต รวมทั้งภาครัฐขาดระบบควบคุมการทุจริตที่ดีมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับ Warioba ที่กล่าวว่า การทุจริตเกิดจากความสัมพันธ์ของเครือข่ายทางธุรกิจ ประกอบด้วย ผู้นำทางการเมืองที่เป็นรัฐบาลและนักธุรกิจ ที่มีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเชิงอุปถัมภ์ระหว่างกัน โดยนักธุรกิจให้สินบนผู้นำทางการเมืองขณะที่นักการเมืองให้สิทธิสัมปทานหรือ เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจอื่นๆ ให้แก่นักธุรกิจที่เป็นพวกพ้อง

ดังนั้น ปัญหาการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเป็นปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือของรัฐบาลด้วย หากรัฐบาลละเลยปัญหา ไม่จริงจังดำเนินการ เพื่อป้องกันแก้ไขในเชิงระบบ รัฐบาลไม่ควรมองว่า การทุจริตในกระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่ได้เกิดขึ้นเท่า นั้น แต่รัฐบาลควรมองกระบวนการทุจริตทั้งหมดอย่างเป็นระบบและหาทางแก้ไขมากกว่า อาทิเช่น การตั้งคณะกรรมการจากบุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือ เป็นกลางมาตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งคู่ขนานไปกับฝ่ายการเมืองที่รัฐบาลตั้ง ขึ้นก่อนหน้านั้น อาจจะทำหน้าที่คล้ายกับ คตส. ก็ได้ แต่ขอให้มีอิสระในการตรวจสอบ เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบสิ้นสุดแล้ว ให้เสนอรายงานต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อการตัดสินใจเชิงบริหารในฐานะผู้นำประเทศต่อไป

เผยแพร่ครั้งแรกที่: กรุงเทพธุรกิจ 26-10-52

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทำไมต้องหยุดใช้การประมูลแบบอีออคชั่น กับโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน

โดย รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค

ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

การประมูลแบบอีออคชั่น มาจากคำเต็มภาษาไทย ว่า ระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (eAuction) ระบบนี้ คือ การให้ผู้ขาย หรือผู้รับเหมางานราชการ ไม่ต้องมายื่นราคาแบบใส่ซองปิดผนึก แต่ให้เสนอผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ โดยนั่งเคาะราคาแข่งประมูลกันได้หน้าจอ คอมพิวเตอร์ ใครเคาะราคาต่ำสุดก็จะได้งานไป

อีออคชั่น ถูกนำมาใช้ในปี พ.ศ. 2549 ในยุครัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ในยุคที่นายกรัฐมนตรีสั่งแล้ว ข้าราชการผู้ใดไม่รีบดำเนินการ ก็จะมีภัย ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเดียวในโลกที่เร่งรีบใช้ อีออคชั่นกับงานจัดซื้อจัดจ้างทุกประเภท ตั้งแต่วงเงิน 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งหมายความว่า งานประมูลก่อสร้าง สัญญา แสนล้าน ทำรถไฟใต้ดิน หรือสร้างสนามบินใหม่ หรือจะเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ก็จะใช้วิธีเคาะเสนอราคา วิธีเดียวกันทั้งหมด โดยข้าราชการต้องรีบทำ ไม่กล้าทักท้วง แม้รู้ว่าผิดก็ต้องทำไปก่อน เช่นคำที่นายกฯ ทักษิณใช้เรียกว่า อีออคชั่น นั้นก็ผิดไม่ถูกต้องก็ไม่มีใครกล้าทักท้วง ที่จริงคำว่า ออคชั่น (Auction) นั้น ใช้กับการประมูลแข่งขันราคาเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด อาทิเช่น ใช้ในการประมูล ภาพเขียน ประมูลซื้อของส่วนตัวคนสำคัญ เป็นต้น แต่เวลาที่นำมาใช้กับการประมูลงานราชการ เราจัดประกวดราคาเพื่อให้ได้ คนที่จะเสนอราคา ค่าทำงาน หรือจัดสินค้าให้ราชการในราคาต่ำสุด ในที่สุด ก็ต้องแก้คำศัพท์ให้ถูกต้อง โดยต้องให้มีชื่อที่ท่านนายกฯ ได้มีการตั้งชื่อไว้แล้วว่า อีออคชั่น ต้องยังคงอยู่ โดยให้เติมไปเป็น คำว่า "รีเวิร์ส อีออคชั่น" (Reverse e-Auction)

แม้แต่ธนาคารโลก ก็ยังประหลาดใจในระบบอีออคชั่น แบบไทยๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้แทนธนาคารโลกประจำประเทศไทยได้ชี้ว่าประเทศไทยต้องทบทวนวิธีจัดซื้อจัด จ้างด้วยวิธีประมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรืออีออคชั่นใหม่ เพราะวิธีอีออคชั่นของไทยแตกต่างจากต่างประเทศในโลกมาก ที่ใช้ระบบอีออคชั่นกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าทุกประเภท ขณะที่ประเทศอื่นใช้เฉพาะการจัดซื้อครุภัณฑ์ ทั้งยังไม่ได้ลดการรั่วไหลของเม็ดเงินและแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ ที่สำคัญ แม้จะใช้วิธีนี้เมื่อถึงเวลาประมูลก็ยังมีช่องทางให้เกิดการสมรู้ร่วมคิด ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล ผู้แทนธนาคารโลกจึงแนะนำให้ใช้วิธีอื่น

หลักการที่ไทยนำมาใช้ ที่อ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล (ฮั้ว) ก็ไม่ได้ผล เมื่อนำมาใช้ ก็เกิดปัญหา ยิ่งกว่าระบบ เปิดซองประมูลเดิม ฮั้วได้สะดวก ยิ่งกว่าเดิม เพราะการทำระบบอีออคชั่นจริงๆ แล้ว ในปัจจุบันจะเป็นระบบ ที่ผู้เสนอราคาต้องไปรวมตัวกันในสถานที่ที่กำหนด คือ ตลาดกลาง แล้วไปนั่งในห้องที่มีคอมพิวเตอร์ให้เคาะราคากัน ดังนั้น ก็ไม่แตกต่างกับการต้องไปปรากฏตัวยื่นซองประกวดราคาตามแบบเดิม และมีการตกลงสมยอมราคาก่อนเริ่มต้นประมูลที่ตลาดกลางกันได้สะดวก เห็นได้ชัดจากว่าผลการเคาะราคาประมูลงานก่อสร้าง ภายหลังการใช้ระบบอีออคชั่น ผู้ชนะงานก่อสร้างมักจะมีราคาใกล้เคียงกับราคากลาง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในการประมูลแบบยื่นซองยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากหนึ่ง ในหลายร้อยผลการประมูล อาทิเช่น ผลการประมูลแบบอีออคชั่น ในงานก่อสร้างถนนลาดยาง ที่จังหวัดชัยนาท เมื่อมีนาคม 2551 ที่มีราคากลาง 5,000,000 บาท

มีผู้เข้าประมูลเคาะราคา 4 ราย รายที่ชนะประมูลไปเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางไปเพียง 1,000 บาท (เสนอ 4,899,000) ผู้เสนอรายที่ 2 สูงกว่าผู้เสนอรายที่ 1 เพียง 500 บาท (เสนอ 4,899,500) ผู้เสนอรายที่ 3 (เสนอ 4,899,700) และผู้เสนอรายที่ 4 (เสนอ 4,899,900) ราคาต่างกันเพียง 200 บาท ผลแบบนี้แสดงว่าไม่ได้มีการแข่งขันกันอย่างแน่นอน เรียกกันว่า งานนี้ฮั้วกันสำเร็จ

ผลการประมูลทั่วประเทศ ก็ไม่ต่างจากตัวอย่างที่นำมาให้ดูนี้เท่าใดนัก หาดูได้อีกมากจากผลการประมูลทั่วประเทศ ที่จะมีประกาศในเว็บของหน่วยราชการนั้นๆ เป็นการแสดงความโปร่งใสของผู้บริหารว่าไม่มีเจตนาจะปกปิดผลการประมูล แต่ก็ไม่ช่วยให้การโกงหมดไป หากยังใช้ระบบอีออคชั่น อยู่ที่เอื้อต่อการฮั้ว มากกว่าเดิมเสียอีก

ปัญหาในการใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์ อีออคชั่น ที่นำมาใช้ในประเทศไทย ยังมีอีกมาก ที่หลายฝ่ายทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังร่วมกันยื่นข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้ทราบปัญหาที่วงการธุรกิจประสบอยู่ โดยยอมรับว่าระบบอีออคชั่นนั้นมีประโยชน์ และใช้ได้กับการจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ทั่วไปที่เป็นของประเภทครุภัณฑ์มาตรฐาน (Common Goods) อาทิเช่น โต๊ะ เก้าอี้ กระดาษ ซึ่งไม่มีความซ้ำซ้อนและไม่มีวงเงินสูง ดังเช่นที่นานาชาติใช้อยู่ แต่ไม่ควรนำมาใช้กับงานการประมูลก่อสร้าง ซึ่งมีรายละเอียดรายการราคาต่างๆ นับพันรายการในโครงการเดียวกัน งานการประมูลจัดซื้อประเภทสินค้าและบริหารสินค้าเทคโนโลยี และงานการประมูลจัดซื้อพัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ อาทิเช่น สินค้าเวชภัณฑ์ สายส่งไฟฟ้าแรงสูง เป็นต้น สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เสนอให้ยกเลิกการใช้ระเบียบอีออคชั่นกับงานก่อสร้างไปเลย ทั้งยังให้ข้อมูลว่าการดำเนินการตามระเบียบ ขั้นตอนของอีออคชั่น ที่อ้างว่าจะประมูลได้รวดเร็ว กลับเป็นงานเพิ่มเติมที่ซ้ำซ้อนและล่าช้าโดยไม่จำเป็น ในงานก่อสร้างหลายประเภทที่มี มีการจัดชั้นผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นไว้แล้ว มีแบบก่อสร้าง และทีโออาร์ ที่เป็นมาตรฐานไว้ครบถ้วนแล้ว

โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน เป็นตัวอย่างใหญ่ ระดับวงเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท อีกอันหนึ่งของประเภทงานการประมูลจัดซื้อพัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เฉพาะการร่างคุณสมบัติรถเมล์ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่ ขสมก ต้องการ หรือทีโออาร์ (Term Of References) ยังต้องแก้กันมาถึง 11 ครั้งแล้ว ก็ยังมีจุดที่ยังถกเถียงกันอยู่ โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน นี้ ก็ได้ประกาศแล้วว่าจะใช้การประมูลแบบ eAuction ที่ตามระเบียบแล้ว แม้มีผู้เข้าประมูลเพียง 2 ราย ก็พอเพียงเริ่มเคาะราคากันได้แล้วในวันประมูล 2 รายนี้จะรู้กันเองก่อนแล้วว่าใครเป็นใครก่อนวันประมูลแน่นอน เพราะจะต้องผ่านขบวนการคัดเลือกประกาศชื่อว่าผู้ใดจะมีสิทธิ เข้าเคาะราคา ลองวาดภาพในวันประกวดราคา ที่ผู้เข้าประกวดราคาทั้ง 2 ราย ก็จะต้องไปเจอหน้ากันที่ศูนย์การประมูลกลาง ไปนั่งอยู่ตู้กระจกข้างๆ กัน เคาะราคาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 5 เมตร ซึ่งเคาะราคาแบบนี้น่าจะทำได้ ด้วยการยกป้ายราคาชูขึ้นเป็นครั้งๆ ก็ไม่ง่ายกว่าหรือเดาไว้ก่อนว่าผลการเคาะราคาที่ต่ำสุดจะออกมาแตกต่าง จากราคากลางแบบเฉียดฉิวไม่ถึง 1% ตามตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ถ้าราคากลาง 60,000 ล้าน ต่ำสุดน่าจะออกมาด้วยวิธีอีออคชั่นนี้ที่จะได้สัญญาก้อนใหญ่ไปในราคา 99% ของราคากลาง หรือเท่ากับ 59,400 ล้าน ที่ผ่านมาสถิติการประมูลงานก่อสร้างที่ใช้ระบบนี้ ผู้รับเหมาที่ชนะก็มักจะได้ราคาใกล้เคียงราคากลางแบบเฉียดฉิวแบบนี้เป็น ประจำ

เราจะยังจะยังยินยอมให้ใช้อีออคชั่น กับงานเช่ารถเมล์ระดับมูลค่า 60,000 ล้านนี้ อีกต่อไปไหม

เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 12-10-52

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

ยกเครื่องรถไฟไทย

โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์

ศูนย์ริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตอบคำถามในเว็บไซต์นายกรัฐมนตรี ที่มีผู้ถามท่านเรื่องการปรับปรุงการรถไฟของไทย ว่า "ขณะนี้ รัฐบาลกำลังเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้าง ร.ฟ.ท. และยังยืนยันแนวคิดในการแยกการบริหาร ร.ฟ.ท. ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เรื่องของราง การเดินรถ และการบริหารจัดการทรัพย์สินของการรถไฟ ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ยืนยันว่าไม่ได้มีแนวคิดที่จะเอางานส่วนใดส่วนหนึ่งไปแปรรูปให้เอกชนเป็นเจ้าของ..."


ผมคิดว่าหนึ่งในบรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหมดจากจำนวน 58 แห่งทั้งประเทศ ที่มีปัญหาประสิทธิภาพและที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลมากที่สุด คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย ปัญหาใหญ่ๆ ของ ร.ฟ.ท. ในขณะนี้ จากมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง คือ


ประการแรก การปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์กรค่อนข้างล่าช้า ในปี พ.ศ. 2433 ซึ่งเป็นปีที่ถือกำเนิดขึ้นของกิจการรถไฟ องค์กรนี้อยู่ภายใต้สังกัด "กรมรถไฟ" ของกระทรวงโยธาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 ได้เปลี่ยนเป็น "กรมรถไฟหลวง" ในระยะเริ่มต้นนี้กิจการรถไฟเป็นหน่วยงานราชการ


หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธนาคารโลกได้เสนอให้รัฐบาลไทยปรับปรุงกิจการรถไฟให้มีการบริหารงานอย่างเป็นอิสระ และมีความคล่องตัวเหมือนธุรกิจเอกชน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้เสนอ พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 กิจการรถไฟซึ่งเคยบริหารงานแบบราชการ จึงกลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า "การรถไฟแห่งประเทศไทย" กระนั้นก็ดี เกือบ 60 ปีที่ผ่านมา ระบบ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และการกำกับดูแลภายใน ร.ฟ.ท. ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกจากความเป็นราชการได้


ดังจะเห็นได้จาก ร.ฟ.ท. ซึ่งเริ่มต้นขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 หรือเกือบ 40 ปีมาแล้ว จนกระทั่งในปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มียอดการขาดทุนสะสมสูงถึงประมาณ 70,000 ล้านบาท และหากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างขนานใหญ่ คาดได้ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยอดขาดทุนนี้จะสูงถึงกว่า 100,000 ล้านบาท การขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของกิจการรถไฟแทบไม่ใคร่ได้รับการดูแลรักษา และมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น


ประการที่สอง การขาดความต่อเนื่องทางด้านนโยบาย ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มี รมว. คมนาคม 7-8 คน มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการการรถไฟกว่า 10 คณะ ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยๆ อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ และการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีที่มาดูแลการรถไฟบ่อยๆ ก็อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน แต่การที่ไปเปลี่ยนคณะกรรมการรถไฟทุกๆ ครั้ง ที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีไม่น่าจะถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทำให้การทำงานของคณะกรรมการขาดความต่อเนื่อง และทำให้งานใหญ่ๆ ไม่อาจริเริ่มและดำเนินการต่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง


ผมคิดว่าปัญหาของ ร.ฟ.ท. ที่หมักหมมจนเน่าเสียอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง และปัญหาของนักการเมืองโดยตรง เพราะการเปลี่ยนตำแหน่ง รมว.คมนาคม กับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการรถไฟในทุกๆ ครั้ง มักจะกลายเป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องที่ รมต. ตั้งกรรมการรถไฟในลักษณะที่เป็นการให้รางวัลตอบแทนทางการเมือง หรือตั้งสมัครพรรคพวกเข้ามาช่วยดูแลผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ มากกว่าจะรับบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่จะเข้ามาพัฒนา ร.ฟ.ท. ผมคิดว่ายอดขาดทุนรถไฟที่สูงขนาดนี้ หากเป็นธุรกิจเอกชนคงถูกฟ้องล้มละลายไปแล้ว


ประการที่สาม การมีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการให้บริการการขนส่งทางรถไฟกับการขนส่งทางถนนและทางน้ำ การขนส่งทางรถไฟจะมีบทบาทน้อยกว่ามาก กล่าวคือ ในแง่ของการบริการขนส่งผู้โดยสารทั้งหมด รถไฟมีผู้ใช้บริการเพียงร้อยละ 16 ส่วนในแง่ของการขนส่งสินค้า ในปี พ.ศ. 2549 การขนส่งสินค้าทางรถไฟคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.3 ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด ในขณะที่การขนส่งทางถนนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85.5 การขนส่งทางน้ำภายในประเทศร้อยละ 6.2 การขนส่งทางทะเลร้อยละ 6.0 และการขนส่งทางอากาศร้อยละ 0.01


ประการที่สี่ การกำกับดูแลของคณะกรรมการการรถไฟ การที่ฝ่ายนโยบายมีอำนาจเหนือฝ่ายกำกับดูแล และฝ่ายบริหารของ ร.ฟ.ท. มาโดยตลอด ทำให้คณะกรรมการการรถไฟไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง การกำกับดูแลของคณะกรรมการ จึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ซึ่งขาดความโปร่งใส ขาดการตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งขาดประสิทธิภาพในการทำงานโดยตลอด
ประการที่ห้า ทัศนคติของฝ่ายบริหารและพนักงาน ที่ควรให้ความสำคัญกับประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการของ ร.ฟ.ท. โดยทั่วไปประชาชนถือเป็นผู้เสียภาษีอากรให้แก่รัฐบาล และรัฐบาลได้นำภาษีอากรเหล่านี้มาอุดหนุนกิจการรถไฟเป็นเวลาประมาณ 120 ปีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 30-40 ปี สุดท้ายนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องให้การอุดหนุนกับการขาดทุนของ ร.ฟ.ท.เป็นอย่างสูงมาโดยตลอด ร.ฟ.ท. ควรตระหนักว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นผู้โดยสารของ ร.ฟ.ท. แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ต้องถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการ ร.ฟ.ท. ฉะนั้น ร.ฟ.ท. จะต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนต่อ ร.ฟ.ท. อย่างจริงจัง


ผมเห็นว่าแนวความคิดของคุณอภิสิทธิ์ในการปรับปรุงโครงสร้างของ ร.ฟ.ท. เป็นเรื่องที่สมควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปกิจการรถไฟให้กลายเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางด้านการขนส่งด้วยราง และมีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพในระดับสูงมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยาวนานตามสมควร สิ่งที่ ร.ฟ.ท. ต้องการในขณะนี้ ก็คือ วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายที่เหมาะสม การสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ และการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขององค์กรที่อยู่บนหลักของการมีธรรมาภิบาล


เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 28-09-52

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

ทรงศักดิ์ยันเนวินเข้าฟังชี้คดีกล้ายางแน่

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม -->> คดีกล้ายาง

13 คดีคอร์รัปชั่น ที่ดำเนินการตรวจสอบโดย คตส.

เอกสารประกอบการเสวนา "วันนี้ของ คตส. กับก้าวที่สองของการพัฒนาธรรมาภิบาล" เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ

(1) การจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด CTX (รวมสายพานลำเลียง)
(2) ท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินสนามบินสุวรรณภูมิ
(3) ภาษีเงินได้เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น (หุ้นชินคอร์ป)
(4) เงินกู้ (EXIM BANK)
(5) การออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว
(6) การจัดซื้อกล้ายาง
(7) การจ้างก่อสร้างและจัดซื้ออุปกรณ์เซ็นทรัลแล็ป (บริษัท ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เกษตรและอาหาร จำกัด)
(8) แอร์พอร์ตลิงค์
(9) การปล่อยเงินกู้ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ -กฤษดามหานคร
(10) การจัดซื้อจัดจ้างเอกชนโดยการเคหะแห่งชาติ / บ้านเอื้ออาทร
(11) ร่ารวยผิดปกติ 76,000 ล้านบาทโดยประมาณ / แปลงภาษีสรรพสามิต
(12) การจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.
(13) การจัดซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟู (ที่ดินรัชดาภิเษก)

โดย ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

ธุรกิจบาปโดยรัฐกับแหล่งผลประโยชน์ที่ซ่อนเร้น

โดย ศรัณย์ ธิติลักษณ์
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ความหมายของคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ที่ใช้เป็นหลักและอ้างอิงอยู่เสมอ คือ ความหมายของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ซึ่งสรุปไว้ว่า รัฐวิสาหกิจ คือ องค์กรของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50 (เช่นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ) ดังนั้น รัฐวิสาหกิจจึงเป็นหน่วยงานทางธุรกิจ หรือกิจการของรัฐที่มีภารกิจในการให้บริการสาธารณะด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม รวมถึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาล จากภารกิจของรัฐวิสาหกิจข้างต้น จึงทำให้รัฐวิสาหกิจ มีลักษณะองค์การและการดำเนินงานที่มีลักษณะผสมระหว่างกิจการเอกชนต้องมีความคล่องตัวในการดำเนินงานและมีเป้าหมายคือกำไรในการดำเนินงานอันเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจกับการเป็นหน่วยงานของรัฐแบบมหาชนซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐที่ต้องดำเนินการต่างๆ ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ของกฎหมายและมีเป้าหมายคือผลประโยชน์ต่อส่วนรวมอันเป็นเป้าหมายทางสังคมอีกประการหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนธุรกิจหลากหลายที่รัฐลงมือร่วมดำเนินการ (จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ยังคงมีธุรกิจอีกบางประเภทที่รัฐต้องดำเนินการเสียเองด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ลักษณะของธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางด้านศีลธรรมหรือสุขภาพของประชาชน เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล และโรงงานยาสูบ ซึ่งด้วยนัยแห่งเหตุผลนี้เอง รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงได้ดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจผูกขาดทั้งสองแห่งนี้ไว้เอง และธุรกิจของรัฐที่ดำเนินการนี้ก็สามารถที่จะส่งเงินเข้ารัฐได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเสมอต้นเสมอปลายด้วยดีตลอดมา กล่าวคือ ผลการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจประจำเดือนสิงหาคม 2552 ในสาขาอุตสาหกรรมจำนวน 2,201.80 ล้านบาท (เป็นเงินนำส่งรายได้จากโรงงานยาสูบจำนวน 2,000 ล้านบาท และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 201.80 ล้านบาท) ในสาขาพาณิชย์และบริการจำนวน 1,043 ล้านบาท (เป็นเงินนำส่งรายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจากการจำหน่ายสลาก 1,030.40 ล้านบาท และเงินรางวัลค้างจ่ายสลากบำรุงการกุศล 12.60 ล้านบาท) (ประชาชาติธุรกิจ วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ.2552) ซึ่งจากข้อมูลนี้ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าธุรกิจบาปสามารถทำเงินเข้ารัฐได้เป็นจำนวนมหาศาล และนี่คือภาพที่ประชาชนทั่วไปมองเห็น จนบางคนเกือบลืม..คิดถึงส่วนที่เป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งธุรกิจลักษณะนี้ก็ได้สร้างและบ่มเพาะปัญหาทางสังคมหรือสุขภาพขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย มากไปกว่านั้นยิ่งหากจะขุดและเจาะลึกถึงปัญหาภายในองค์กรด้วยแล้วมันยิ่งเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ที่มีมูลค่าอีกเป็นจำนวนมาก ที่นักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ (ทุกยุคทุกสมัย) สามารถแสวงหาผลประโยชน์ในธุรกิจบาปของรัฐที่ไม่มีใครสนใจนี้ได้อย่างแนบเนียน โดยสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนของคณะกรรมการบริหารจนถึงผู้ที่ต้องการผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ตัวอย่างที่น่าสนใจในกรณีแรก เป็นกรณีของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของการจัดการเรื่องโควตาการจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มต่างๆ ที่ต้องการจำหน่ายสลาก (ซึ่งท้ายที่สุดก็ไปอยู่ที่รายใหญ่อยู่ดี) ปัญหาการขายสลากราคาแพง ปัญหาการออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว ปัญหาการเมืองภายในองค์กร ตลอดจนการแทรกแซงทางการบริหารของนอมินีทางการเมือง ฯลฯ จนปัจจุบันหากจะจัดสรรแบ่งผลประโยชน์กันใหม่อย่างเป็นธรรมก็คงดำเนินการยาก เพราะรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว (ทั้งโควตาสลากกินแบ่งและผู้ที่จะค้าสลากชนิด 2 ตัว 3 ตัว) ส่วนการที่กองสลากจะสำรวจว่าใครขายจริงหรือไม่ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติอยู่มาก (เพราะต้องใช้งบประมาณสูงและเมื่อสำรวจไปก็เจอผู้มีอิทธิพล) ดังนั้น หากจะกล่าวถึงบทสรุปการแก้ปัญหาในกรณีกองสลากนี้ ก็อาจสรุปได้ว่าผู้มีอำนาจจะเลือกไม่แก้ไขหรือแก้ไขให้ล่าช้าเพราะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ที่สำคัญกว่าก็คือไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดเข้ามาก็จะได้ประโยชน์ทั้งสิ้น ซึ่งในทางทฤษฎีอาจเรียกได้ว่าเข้าข่ายของการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Systemic Corruption)

อีกกรณีก็น่าสนใจ กรณีนี้เกิดในธุรกิจยาสูบซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล ในกรณีนี้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์แบบนิ่มๆ ดำเนินการกันมานาน มีการวางแผนกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการสมคบคิดกันระหว่างผู้เสนอผลประโยชน์และผู้บริหารองค์กร ทำกันตั้งแต่การชงเรื่อง ตั้งเรื่อง การเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจนถึงขั้นตอนของการอนุมัติ โดยมีอดีตผู้บริหารและเครือข่ายกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลสูงเป็นผู้ร่วมดำเนินการ กับผู้ค้ารายหนึ่ง ซึ่งโดยรวมแล้วทำให้รัฐเสียประโยชน์ไปกว่าพันล้านบาทต่อปี (รายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา) นอกจากนี้ยังมีประเด็นการวางแผนการขจัดบุคคลผู้ขัดผลประโยชน์โดยใช้การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานเป็นเครื่องมือเพื่อกดดันผู้บริหารให้ลาออก จากกรณีการปรับโครงสร้าง การบริหารโรงงานยาสูบให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งโดยแท้จริงมีเป้าหมายอยู่ที่เรื่องของโครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ ส่วนเรื่องของการบริหารงานภายในองค์กร ก็เป็นปัญหาทางการเมืองตั้งแต่คณะกรรมการบริหารจนถึงตัวผู้บริหารบางฝ่ายงานที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกลุ่มอำนาจเดิม ทำให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ จนไม่สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดระหว่างบุหรี่ไทยกับบุหรี่ต่างประเทศไว้ได้ ทั้งๆ ที่จำนวนผู้เสพมีการเปลี่ยนแปลงลดลงเล็กน้อย และกลุ่มผู้ค้าระดับต่างๆ ก็มีความสามารถในการดำเนินการได้ (ถ้าได้รับความเป็นธรรมทางการค้าที่เสมอกันทุกราย ซึ่งผู้บริหารไม่มีการแก้ไขปัญหานี้มากว่า 2 ปีแล้ว)

ดังนั้น หากจะกล่าวถึงบทสรุปในกรณีปัญหาของโรงงานยาสูบแล้ว ก็สรุปได้เช่นเดียวกันว่าผู้มีอำนาจเลือกที่จะไม่แก้ไข ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่าเพราะผู้เสนอผลประโยชน์ยินดีจ่ายเสมอไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลใด ส่วนผู้รับประโยชน์ก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะระบบได้คอร์รัปชันไปแล้ว (อยู่เฉยก็ได้ประโยชน์) ที่สำคัญเอาไว้ขอการสนับสนุนเมื่อต้องการงบอำนวยการจากโรงงานยาสูบจะดีกว่า ซึ่งกรณีนี้ก็จัดได้ว่าเป็นการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Systemic Corruption) ด้วยเช่นกัน เห็นหรือยังครับว่า ธุรกิจบาปของรัฐเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่ไม่เคยมีใครสนใจจริงๆ

เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 14-09-52

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ปัญหาการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสังคมไทย

โดย รัตพงษ์ สอนสุภาพ
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม

การทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไทยจากอดีตจวบจนปัจจุบันถูกมองจากสังคมว่า ได้กลายเป็นปัญหาวิกฤติอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนมาช้านาน เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่อำนาจบริหารของรัฐบาล และเป็นตัวแทนของอำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทางในกระบวนการสรรหาของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐตามกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ด้วย จึงทำให้นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งข้าราชการและนักธุรกิจมีโอกาสเข้าแทรกแซงกระบวนยุติธรรมตามขั้นตอนต่างๆ ได้เพื่ออำนวยผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องด้วย


ซึ่งแต่เดิมนั้นกระบวนการการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาฐานทุจริตประพฤติมิชอบ ได้ใช้ระบบเดียวกับการดำเนินคดีอาญาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทอื่นและบุคคลธรรมดาทั่วไป กล่าวคือ ผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญามี 2 ประเภท คือ พนักงานอัยการและผู้เสียหาย พนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนคดีโดยชอบแล้ว ส่วนผู้เสียหายนั้น แม้จะนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้เองก็มีข้อจำกัดทางกฎหมาย กล่าวคือ หากเป็นคดีที่ผู้ต้องหาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งโดยสภาพรัฐเท่านั้นเป็นผู้ได้รับความเสียหาย บุคคลอื่นจะนำคดีนั้นมาฟ้องเองไม่ได้ ดังนั้น กระบวนการดำเนินคดีอาญาที่ใช้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิดอาญาทั่วไปมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองดังกล่าวจึงไม่ได้ผล เนื่องจากขาดประสิทธิภาพในการนำตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบมาลงโทษ เพราะเป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อน ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอิทธิพลและบารมี อีกทั้งระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาปกติทั่วไป ที่ให้ฝ่ายผู้กล่าวหาเป็นผู้พิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยศาลจะต้องวางตัวเป็นกลาง ก็ไม่อาจจะเป็นฝ่ายค้นหาข้อเท็จจริงเองได้ง่ายนัก


แม้ว่าต่อมาจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเป็น "คณะกรรมการพิเศษ" ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 324 และ 325 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 แต่คณะกรรมการชุดนี้ซึ่งกำเนิดขึ้นในยุคเผด็จการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการที่วางไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลพลเรือนของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ขึ้นมาดำเนินการ แต่การดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอิสระและอำนาจในการวินิจฉัยภายหลังจากที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนแล้ว เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารในปี พ.ศ. 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 26 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) เพื่ออายัดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติมาเป็นของแผ่นดิน แม้ได้ส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอาญา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน


จนกระทั่ง เมื่อประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ก่อกำเนิดรูปแบบการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อจัดการคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำและเจ้าหน้าที่รัฐอื่นโดยเฉพาะ ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ได้ปรับปรุงระบบการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นใหม่อีก โดยพยายามอุดช่องว่างของปัญหาที่เคยเกิดในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540


จนถึงปัจจุบันศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิจารณาไปแล้วรวม 5 คดี คือ ในปี 2544 คดีนายจิรายุ จรัสเสถียร ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86,90,148,157 ในปี 2546 คดีนายรักเกียรติ สุขธนะ ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ในปี 2548 คดีพลตำรวจเอกวุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,158 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 125 ในปี 2550 คดีอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันมีพฤติกรรมเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียจากการเข้าไปประมูลทรัพย์สินของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 100,122 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157
นอกจากนี้ ในปีเดียวกันยังมีคดีนายวัฒนา อัศวเหม ว่าด้วยความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนในปี 2551 ก็มีคดีรายการ "ชิมไปบ่นไป" ของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความผิดฐานการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550


ดังนั้น สังคมไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแสวงหากระบวนทัศน์ใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคู่ขนานไปกับการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม มุมมองใหม่ๆ ที่ว่านั้น อาจเป็นมุมมองเชิง "นิติ-เศรษฐศาสตร์" โดยเป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฎีทางนิติศาสตร์กับแนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การเมืองและเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบัน เพื่ออธิบายพฤติกรรมและรูปแบบการทุจริต ควบคู่กับการสร้างกลไกทางกระบวนการยุติธรรม เพื่อควบคุมการทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยในสภาพที่เป็นจริงมากที่สุด


เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 31-08-52

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เกิดอะไรขึ้นที่มาบตาพุด?

โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์ โครงการปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

เกิดอะไรขึ้นที่มาบตาพุด?
เป็นคำถามที่หลายฝ่ายได้ถามกับภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดขึ้นเพื่อรองรับการใช้ประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในปี 2523
คำถามข้างต้นถี่ขึ้นและมีเสียงดังมากขึ้นตามลำดับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาครัฐตกอยู่ในภาวะที่ตั้งรับแบบกระท่อนกระแท่น ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ

ที่พูดเช่นนี้ได้ก็เพราะมีกรณีที่เทศบาลเมืองมาบตาพุดฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นคดีต่อศาลปกครองในกรณีอนุญาตให้มีการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งล่วงล้ำลำน้ำโดยการอนุมัติของ กนอ. โดยศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ให้ กนอ.ชำระค่าตอบแทนต่อเทศบาลเมืองมาบตาพุดเป็นเงินจำนวนมากถึง 400 ล้านบาท เป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันที่ไม่ไปด้วยกัน หรือไปไม่พร้อมกันขององคาพยพของรัฐระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น

ปี 2549 (25 ปีหลังจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก) ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระยะที่ 3 ของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก

และต่อมาก็ได้มีการยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ให้ภาครัฐประกาศให้พื้นที่ของมาบตาพุดและเมืองระยองบางส่วน เป็นเขตควบคุมมลพิษตามแนวทางของกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ในเรื่องนี้ศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ให้ท้องที่ของเทศบาลเมืองมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535 กรณีนี้ก็เป็นการสะท้อนการไม่ไปด้วยกันของภาครัฐ/ภาคนอกรัฐ ที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า มีการดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนแล้ว (ผ่านอีไอเอแล้ว/มีการดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนของอีไอเอแล้ว)

อีกฝ่ายหนึ่งมีคำถามว่า ทำไมจึงมีการเจ็บป่วยและความเดือดร้อนของชุมชนโดยรอบอยู่เนืองๆ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการสะท้อนการไม่เชื่อมั่นในมาตรการหรือกลไกที่รัฐกำกับดูแลเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะขอเข้ามามีส่วนร่วม (Part-Taking) ในการจัดการในเรื่องนี้ เป็นการแสดงออกโดยทางตรง โดยผู้แทนของชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนนั้นๆ โดยไม่อาศัยบทบาทหรือสถานะของผู้แทนในระบบการเมืองที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ส.ท. ส.อบต. หรือตัวแทนประเภทใดก็แล้วแต่ที่มีอยู่แต่เดิมเป็นลักษณะการแสดงออกทางการเมืองแบบทางตรง (Direct Democracy) โดยใช้ช่องทางหรือกลไกอื่นของรัฐที่มีอยู่ในที่นี้คือศาลปกครอง ที่ตนเองสามารถใช้การได้โดยตนเองในขณะที่ก่อนหน้านี้มีการดำเนินการตามวิถีการเรียกร้องให้นับรวมเอาปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารจัดการประเทศ ตามครรลองของการเมืองภาคพลเมืองโดยการชุมนุม

โดยการขัดขวาง โดยการล้อเลียน ฯลฯล่าสุด 19 มิถุนายน 2552 สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ฟ้องคดีต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรี 5 กระทรวง ประกอบด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้ง กนอ.

เพื่อเรียกร้องให้การพิจารณาอนุมัติอีไอเอเป็นไปตามความในมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้องค์กรอิสระที่มีผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มาให้ความเห็นรองรับก่อนจะมีการดำเนินการความก้าวหน้าในเรื่องนี้ศาลปกครองมีคำสั่งให้คู่กรณีไปจัดทำแผนที่ตั้งโรงงานทั้ง 76 โรงงาน ว่ามีที่ตั้งอยู่ที่ใดและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนที่ศาลจะมีดุลพินิจสั่งการประเด็นปัญหาทั้ง 3 กรณีข้างต้นนั้นห้อมล้อมอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอนุมัติการจัดทำมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันโดยย่อว่าอีไอเอ ซึ่งเป็นมาตรการที่ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับในปี 2535 (ปีที่ประกาศใช้บังคับกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535)

แต่กำลังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลและกำลังถูกแทนที่ด้วยมาตรการที่ใหม่กว่าตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือ บทบาทขององค์การอิสระและสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือสุขภาพ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพิ่มเติม/ตรวจสอบ/สอบทาน/คานความเห็นกับความคิดเห็นของผู้ชำนาญการ และกระบวนการพิจารณาอนุมัติของอีไอเอ เท่ากับว่าสังคมไทยได้พากันเคลื่อนออกไปจากตำแหน่งที่เคยยืนอยู่ตามกติกาที่เคยยึดอยู่แต่เดิม เป็นการขยับตัวทางสังคมตามกรอบความคิดของ Gilles Deleuze และ Felix Guattari ที่พูดถึงเรื่องเส้นแบ่ง/เขตแดนกำลังเปลี่ยนแปลงของสังคมที่แต่เดิมเคยยอมรับซึ่งในที่นี้ก็คือเรื่องของการพิจารณาอนุมัติอีไอเอ

ในประเด็นความคิดเห็นของผู้ชำนาญการ ที่กำลังถูกตั้งคำถามและนำไปสู่การกำหนดกติกากันขึ้นใหม่ โดยเป็นความคิดเห็นขององค์การอิสระและสถาบันอุดมศึกษาหรือพูดได้ว่า สังคมกำลังลบเส้นแบ่ง/เขตแดนเดิมทิ้งไป (Deterritorialization) และกำลังลากเส้นแบ่งและเขตแดนกันขึ้นใหม่ (Reterritoralization) ขึ้นมาแทนสภาวะทางสังคมเช่นนี้ จะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาว่า จะนับว่าตรงไหนเป็นจุดสิ้นสุดของกฎเกณฑ์เดิม และตรงไหนเป็นจุดเริ่มต้นของกติกาที่สร้างขึ้นใหม่ และกระบวนการแทนที่ของกติกาใหม่ย่อมไม่เป็นไปแบบราบเรียบอย่างแน่นอน

เพราะขึ้นอยู่กับฝ่ายใดเป็นผู้ได้รับหรือเสียประโยชน์จากกติกาเดิม/ใหม่อย่างไรก็ตาม กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดจะต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย(1) ภาครัฐที่เป็นหน่วยงานด้านกำกับดูแลที่จะต้องเร่งรัดการสร้างกติกาใหม่แทนกติกาเก่า (2) ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุมัติอีไอเอไปตามหลักเกณฑ์เดิมที่ควรได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ/เงื่อนไขเดิมความเห็นในลักษณะนี้จะสอดคล้องกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ที่มีความเห็นว่า การดำเนินตามมาตรา 67 นั้น

รัฐจะต้องกำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในภาคปฏิบัติเสียก่อนโดยอิงความตามมาตรา 303 ประกอบกัน ดังนั้น ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายก็ย่อมต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเดิม (กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535) ไปก่อนแต่ในขณะเดียวกัน การจะปฏิบัติตามแนวทางข้างต้น (ในระหว่างรอการวินิจฉัยของศาลปกครอง) นั้น ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน ไม่ควรจะละทิ้งประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนโดยรอบ ไม่ควรจะต้องรอจนกระทั่งมีการปรับปรุงข้อกฎหมายจนเป็นที่แล้วเสร็จแบบแป๊ะๆ และจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบและนำพาต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง หากจะมีการริเริ่มดำเนินการโดยคำแนะนำ ตรวจทาน ตรวจสอบมาตรการการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยสถาบันที่ทำหน้าที่ในทำนองเดียวกับมาตรา 67 ไปพลางก่อน

ย่อมจะเป็นการสร้างภาคปฏิบัติการร่วมกันภายใต้เงื่อนไขใหม่ เส้นแบ่งใหม่/เขตแดนใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามาบตาพุดอย่างแท้จริง เป็นการสร้างสังคมที่ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมสร้างอย่างแท้จริง

เผยแพร่ครั้งแรกที่ มติชน 23-08-52

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

มาร่วมกันเป็น สายสืบอาสา ดูแลเงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 8 แสนล้าน

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค
ศูนย์บริการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


ในที่สุด เม็ดเงินสำคัญ 800,000 ล้านบาท ที่จะต้องใช้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องการก็ได้ผ่านขั้นตอนสำคัญ คือ การผ่านร่างกฎหมายทั้ง พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ผ่านจากทั้ง 2 สภาแล้ว แต่ภัยที่ร้ายแรงต่อความสำเร็จในโครงการนี้ และเป็นภัยร้ายแรงต่อความอยู่รอดของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เองยังมีอีก


นั่นก็คือ การป้องกันไม่ให้ เงิน 800,000 ล้านบาท รั่วไหลและถูกการทุจริตนำไปใช้ในผิดที่ผิดทางจนไม่ได้ผลในการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจตามที่ต้องการ และรัฐบาลอาจไม่อยู่รอดจนใช้เงินครบ ที่ตั้งใจไว้


วุฒิสภาได้ติงไว้ว่า รัฐบาลยังขาดรายละเอียดที่จำเป็นในการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริต ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเดิมเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ จะไม่มีส่วนในการตรวจสอบเลย กลายไปเป็นอำนาจตรวจสอบกันเองของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล


วุฒิสภา ในที่สุดก็ได้รับการอธิบายจนมีความเชื่อมั่น ว่า จะมีระบบที่ดูแลการใช้เงินให้ปลอดการคอร์รัปชันได้ ตามที่ฟังคำมั่นจากนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้คำมั่นกับสมาชิกวุฒิสภาว่า จะกำกับดูแลไม่ให้มีการทุจริตในโครงการต่างๆ พร้อมย้ำอย่างมั่นใจว่าในไตรมาสสุดท้ายตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะเปลี่ยนจากลบมาเป็นบวกได้แน่นอน


นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในอดีตที่ยังเป็นฝ่ายค้านมีคนถาม ว่า ถ้ามีอำนาจแล้วจะรับประกันได้หรือไม่ว่า จะไม่มีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น ท่านตอบว่าไม่รับประกันว่าจะแก้ได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่า ถ้าผู้นำเป็นตัวอย่างที่ดีช่วยกันดูแลรัดกุม การทุจริตจะมีน้อย แต่ถ้ามีก็จะไม่ปล่อยไว้แน่ และจะแจ้ง ป.ป.ช. ด้วย


ความจริงที่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทราบอยู่เกี่ยวกับมาตรการป้องกันคอร์รัปชันของระบบราชการไทยในขณะนี้ยังไม่ได้ผลนั่นเองจึงไม่กล้ารับประกัน และที่น่าเป็นห่วงมาก ก็คือ เงินกู้ 800,000 ล้านบาทนี้ ก็เป็นระบบการใช้เงินแบบใหม่ ที่ยังไม่มีระบบป้องกันและตรวจสอบที่ดีนั่นเอง


ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะชี้แจงว่าสำนักงบประมาณ จะยังเป็นผู้กำกับดูแล ตั้งแต่ขั้นการตรวจสอบโครงการ ขั้นประมูล และทำราคากลางที่จะใช้ในการประมูล ฉะนั้นจะไม่แตกต่างจากระบบปกติ ก็ยิ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเห็นภาพไปในทางร้ายเหมือนๆ เดิม มากกว่าจะให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าระบบการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทยมีปัญหา แม้การนำระบบใหม่ๆ เข้ามา อาทิเช่น ระบบการประมูลทางอินเทอร์เน็ต ก็เกิดปัญหามากกว่าเดิม


นางแอนเน็ต ดิกสัน ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ก็ได้เคยกล่าววิจารณ์ระบบวิธีจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีอยู่ในระบบปัจจุบัน ว่า ยังมีปัญหาอยู่เดิมอยู่แล้ว อาทิเช่น กรณี อีออคชั่น ว่า


ประเทศไทยต้องทบทวนวิธีจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรืออีออคชั่น เพราะวิธีอีออคชั่นของไทยแตกต่างจากต่างประเทศในโลกมาก เราใช้ระบบอีออคชั่นกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าทุกประเภท ขณะที่ประเทศอื่นใช้รองรับเฉพาะจัดซื้อครุภัณฑ์ ธนาคารโลกชี้ว่าอีออคชั่นทำให้เกิดอุปสรรคล่าช้างานกองกันเป็นคอขวด อีกทั้งยังไม่ได้ลดการรั่วไหลของเม็ดเงิน และแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ ที่สำคัญ แม้จะใช้วิธีนี้เมื่อถึงเวลาประมูลก็ยังมีช่องทางให้เกิดการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล แนะนำให้ใช้วิธีอื่น ธนาคารโลก อาสาที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยไทยด้านการปรับปรุงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทย เพื่อให้มีมาตรฐานเช่นหลายประเทศในโลก


เราต้องยอมลงทุนในด้านงบประมาณ อย่างพอเพียงในการสร้างระบบติดตามและตรวจสอบ การใช้เงิน 800,000 ล้านบาทนี้ ต้องใช้งบเพียง 2% ในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อยับยั้งการทุจริตงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนของรัฐ จากยอดเงิน 800,000 ล้านบาท ก็ย่อมคุ้มค่าแน่นอน เพราะไม่เพียงจะป้องกันเงินที่จะศูนย์เสียไปจากการทุจริต 5-10% ซึ่งจะเป็นเงินถึง 40,000-80,000 ล้านบาท ไปให้กับเหล่าคนโกงชาติแล้ว เรายังสามารถตัดวงจร นักการเมือง และข้าราชการ ที่ชั่วร้ายให้ออกไปจากระบอบประชาธิปไตยของไทยได้ในที่สุด นำเงิน 2% นี้ไปจ้างอาสาสมัครจากนิสิต นักศึกษา ให้ติดตามดูแลโครงการ ให้ไปทำหน้าที่ ร่วมกันเป็นสายสืบอาสา ดูแลเงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 8 แสนล้าน เดิมสิ่งที่ประเทศไทยขาดและเป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้กับการคอร์รัปชันมาก ก็คือ เราขาด "นายกรัฐมนตรีที่ไม่คอร์รัปชันและไม่ยินยอมให้คนแวดล้อมคอร์รัปชัน" ฉะนั้น กุญแจแห่งความสำเร็จในงานปราบคอร์รัปชัน จึงอยู่ที่ "ผู้นำที่เอาจริง" นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความเชื่อถือว่าเป็น "นายกรัฐมนตรีที่ไม่คอร์รัปชันและไม่ยินยอมให้คนแวดล้อมคอร์รัปชัน"


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องเป็นผู้นำเองในการเป็นกำลังหลักที่จะนำไปสู่การป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันที่แท้จริง ความมั่นคงของประเทศไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเศรษฐกิจ หรือการปกครองประเทศเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการที่ประเทศต้องปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันด้วย
เผยแพร่ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ 17-08-52

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การท้าทายและก้าวที่สองของ CG

สังศิต พิริยะรังสรรค์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ในรอบ 10 ปีนี้ แนวคิดบรรษัทภิบาล (Corporate Governance หรือ CG) จะเป็นกระแสใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการองค์กรในประเทศไทย ทั้งในองค์กรที่เป็นส่วนราชการ ธุรกิจเอกชน และอาจจะรวมถึงองค์การมหาชน


การรณรงค์เรื่อง CG ในไทยอย่างจริงจัง เริ่มที่ภาคธุรกิจเอกชนโดยความรับผิดชอบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรัฐบาลในขณะนั้น (2544) สนับสนุนให้จัดเป็น "วาระแห่งชาติ" เพราะได้สรุปบทเรียนจากวิกฤติทางการเงินและวิกฤติของระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2540 ว่า เป็นเพราะการบริหารจัดการในภาคธุรกิจเอกชนขาด ซึ่งความรับผิดชอบที่ดีต่อผู้ถือหุ้น ต่อกิจการโดยรวมของบริษัทและต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ซึ่งต่อมา ในส่วนราชการได้มีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินงานของทุกส่วนงานของภาครัฐ ซึ่งรวมรัฐวิสาหกิจเข้าไปด้วย


อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของการดำเนินงานตาม CG ในภาคธุรกิจเอกชนหรือการจัดการบ้านเมืองที่ดีของภาครัฐ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ ในสุญญากาศ แต่ได้มีการรณรงค์ในเรื่องนี้ในช่วงหลังจากภาวะวิกฤติ ในช่วงที่นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คนไทยได้เริ่มรู้จักแนวคิดใหม่ๆ ที่เป็นกระแสการจัดการใหม่ ตามแนวนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลักการมีส่วนร่วม (Participation) หลักความโปร่งใส (Transparency) หลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) และหลักการเคารพและยึดมั่นในหลักกฎหมาย (Rule of Law) คำ แนวคิด และหลักการเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากแนวคิดเดิมที่มุ่งติดยึดอยู่กับเป้าหมาย เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันแต่เพียงด้านเดียว วาทกรรมใหม่ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ CG และการบริหารจัดการใหม่ ที่ต้องก้าวตามให้ทันกติกาการแข่งขัน และการจัดระเบียบเศรษฐกิจของโลก
ต้องยอมรับว่า CG เป็นหนึ่งในกลุ่มคำที่เป็นคำนำเข้า และเป็นคำที่อยู่ในระนาบเดียวกันกับคำว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) ซึ่งเป็นการนำเข้าที่เข้ามาแทนที่แนวคิด และทางการบริหารจัดการแบบเดิมๆ ที่จำเป็นต้องปรับตัวไปตามเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกับปัญหาที่เป็นตัวถ่วงรั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ คอร์รัปชัน หรือการขัดกันในประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม ฯลฯ


คำถาม ก็คือ ทำไม CG ที่มีการรณรงค์อย่างทั่วด้านในขณะนั้น ซึ่งเป็นกระแสความคิดที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนกำหนดเป็นวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร กำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติไว้ในแผนการปฏิบัติงานขององค์กรอย่างแพร่หลาย จึงยังไม่อาจต้านทานกับการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นเหตุที่นำไปสู่การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และเป็นภาระการตรวจสอบของ คตส. ที่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งเป็นเหตุที่นำไปสู่การแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายที่เป็นฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง และเป็นประเด็นข้อขัดแย้งที่สำคัญที่สุดทางการเมืองในปัจจุบัน รวมทั้งยังมีคำถามอีกว่า ทำไม CG ที่มีการรณรงค์กันอย่างเข้มแข็งในขณะนี้ ทั้งๆ ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ และมีแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลขององค์กรแล้ว จึงยังไม่อาจจะรับมือกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดทุนที่เกิดขึ้นในการบินไทย การบริหารงานของ กบข. ธอส. การคัดค้านการแปรรูปของสหภาพแรงงาน ร.ฟ.ท. และการฟ้องศาลปกครองของชาวบ้านและเอ็นจีโอที่มาบตาพุด ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ กนอ.ในฐานะที่เป็นผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม บริษัทและกิจการขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ปตท. SCG โกลว์-สุเอซ ฯลฯ แม้กระทั่งข้อสังเกตของ สตง.ที่มีต่อการใช้จ่ายเงินของ สสส.ซึ่งเป็นองค์กรที่มีลักษณะการจัดการแบบองค์การมหาชน


ประเด็นปัญหาข้างต้นพอจะแยกได้เป็นสองส่วนคือ 1. ส่วนที่เป็นปัญหาการละเลยในหลักการบริหารจัดการที่ดี หรือละเลยหลักธรรมาภิบาลขององค์กร ซึ่งเป็นประเด็นเดิมที่นำไปสู่ภาวะวิกฤติทางการเงิน 2540 อันเป็นส่วนที่มีปัญหากับผู้ถือหุ้น และ 2. ส่วนที่เป็นประเด็นใหม่ คือ การรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการคัดค้านการแปรรูปของสหภาพแรงงาน ร.ฟ.ท. และการฟ้องศาลปกครองของชาวบ้าน และเอ็นจีโอที่มาบตาพุด


ดังนั้น ประเด็นที่กำลังท้าทายต่อ CG ของไทยในขณะนี้ ก็คือ จะต้องมีการรณรงค์ทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการภายในที่มุ่งรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และมุ่งที่จะรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปพร้อมๆ กันอย่างเป็นรูปธรรม การมุ่งสู่การทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนี้ จะไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับงานในแขนงอื่น อาทิเช่น งานประชาสัมพันธ์ งานสร้างพันธมิตรและความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร งานชุมชนสัมพันธ์ หรืองาน CSR นอกจากนั้น ยังอาจจะต้องอาศัยการสร้างประเด็นและวาระในการรณรงค์ร่วมกันเพื่อสร้างวาระแห่งชาติ หรือเป็นการร่วมรณรงค์ในพื้นที่เดียวกัน
ผมคิดว่านี่เป็นขั้นที่สองในการก้าวเดินของ CG ในบ้านเรา ที่เดินต่อเนื่องจากการทำความเข้าใจทั่วไป และเป็นการทำงานภายในองค์กรของตน เพื่อรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นเป็นเบื้องต้น เป็นก้าวที่กำลังเดินไปสู่ความร่วมมือกับองค์กรหรือหน่วยงานข้างเคียง ไปสู่การรับผิดชอบที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมที่กว้างใหญ่มากขึ้น ผมคิดว่ารูปแบบความร่วมมือและการทำงานในขั้นที่สองของ CG นี่แหละที่จะเป็นภาคปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ และทรงพลังของสังคมที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดและที่เมืองระยอง


ผมเชื่อมั่นในหลักการจัดการที่ดีที่องค์กรชั้นนำอย่าง ปตท. และ SCG ที่มีอยู่ว่าจะสามารถก้าวออกมาเป็นผู้นำ และรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างเพียงพอ และผมเชื่อมั่นด้วยว่า CG เป็นหลักการจัดการที่จะนำพาทุกๆ ส่วนของสังคมให้ก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกันได้เช่นเดียวกัน

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คอร์รัปชัน ประชาธิปไตย และกระบวนการยุติธรรม

โดย รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ประเทศไทยมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยมีอำนาจรัฐแยกออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภา ฝ่ายบริหารคือรัฐบาล และฝ่ายตุลาการคือศาล เพื่อการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐระหว่างกัน


นักการเมืองทั้งที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งและการแต่งตั้ง จะเป็นผู้ที่มาใช้อำนาจรัฐผ่านกระบวนการทางรัฐสภา และเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ นัยทั้งสองบทบาทนี้จะสัมพันธ์กับระดับการคอร์รัปชันของประเทศ หากรัฐสภาและรัฐบาลมีการใช้อำนาจรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ระดับการทุจริตคอร์รัปชันก็จะลดน้อยถอยลง แต่ในทางกลับกัน หากมีการใช้อำนาจรัฐอย่างไร้ประสิทธิภาพ ระดับการทุจริตคอร์รัปชันก็จะสูงขึ้น


เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองทศวรรษแล้ว ที่การทุจริตคอร์รัปชันได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของชาติไปแล้ว อำนาจรัฐดูจะไร้ผลในการควบคุมแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้การทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในระดับที่รัฐสามารถควบคุมได้


ดังผลการสำรวจของ Transparency Organization ในช่วงปี 2538-2551 ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยของดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันอยู่ระหว่าง 2.75-3.80 เท่านั้น นั่นชี้ได้ว่า ประเทศไทยมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในระดับที่รุนแรงมาก อำนาจรัฐไม่อาจจะควบคุมได้ แม้ว่าในช่วงปีดังกล่าว จะมีรัฐบาลมาจากหลายพรรคการเมืองสลับกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ระดับการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไม่ได้ลดลงเลย


ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย อาจจะสะท้อนได้ถึงความไร้ประสิทธิภาพในแง่ของการจัดการปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยด้วย โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนักการเมือง พบว่ากระบวนการดำเนินการเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้บางคดีต้องหมดอายุความลง ไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ ในขณะที่ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันในปัจจุบันที่มีระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมมาใช้ควบคู่ไปกับระบบเศรษฐกิจแบบตลาดส่งเสริมการเติบโตของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้ธุรกิจการค้าขยายตัวและต้องอาศัยการดำเนินการทางการเมืองเพื่อกำกับควบคุมที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องเข้าไปเกี่ยวข้องผลักดัน เพื่อลดผลกระทบทางลบของนโยบาย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับนักการเมือง มีอาชีพทางธุรกิจมาก่อนเข้าสู่การเมือง และยังต้องการรักษาอาชีพหรือผลประโยชน์ที่ได้รับอยู่เดิมไว้ต่อไป


ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงมีแนวโน้มว่า นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบมากยิ่งขึ้น ผลที่ตามมา ก็คือ ทำให้รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชันมีรูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การปรับตัวของกระบวนการยุติธรรมของไทยกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ จึงเกิดปัญหาตามมา ก็คือ "กระบวนการยุติธรรมไทยวิ่งตามปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน"
ผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชัน จะขึ้นอยู่กับขนาดของการทุจริต แต่ขนาดของการทุจริตขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กระทำการทุจริต ซึ่งจะมีระดับความเข้มข้นแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น รูปแบบดั้งเดิม อาจจะมีตัวละครเพียงแค่ ข้าราชการ + นักธุรกิจเท่านั้น ครั้นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ตัวละครที่กระทำการทุจริตก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น นักการเมือง + ข้าราชการ + นักธุรกิจ หรือหากเป็นสังคมสุดโต่งที่เชิดชูตัวผู้นำแบบลืมหูลืมตาหรือลัทธิผู้นำเป็นใหญ่ และมีประชาธิปไตยแบบไร้เหตุไร้ผล ตัวละครที่จะกระทำการทุจริตจะมีเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นรัฐบาล (ผู้นำทางการเมืองและพวกพ้องบริวาร) + ข้าราชการ + กลุ่มนักธุรกิจคนใกล้ชิด เป็นต้น


การทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้มีแต่ผลด้านลบเท่านั้น เมื่อมองในเชิงมหภาค (Macro View) ตัวอย่างเช่น มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกหลายสำนักได้อธิบายว่า หากรัฐสามารถควบคุมระดับการทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ มันจะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนในการพัฒนาประเทศ แม้ว่าจะเป็นไปภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนเพียงบางกลุ่มเท่านั้นก็ตาม ซึ่งนักวิชาการกลุ่มนี้เรียกว่า การพัฒนาอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic Development) การมองเช่นนี้ของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ เขาจะไม่สนใจว่า ใครจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนา แต่เขาเหล่านั้นเชื่อว่ากลไกตลาด หรือ Demand และ Supply จะเป็นกลไกสามารถจัดการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระดับดังกล่าวได้


หากเรามองปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเปรียบเสมือนกับปรอทวัดความเสี่ยงของสังคม นั่นอาจหมายความว่า สังคมไทยกำลังป่วยหนัก ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงสูงยิ่ง ซึ่งผลการสำรวจของ PERC (Political and Economic Risk Consultancy Ltd.) เป็นตัวฟ้องได้อย่างดีว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยอยู่อันดับ 12 จากจำนวนทั้งหมด 13 ประเทศที่ถูกสำรวจ ได้แก่ ประเทศ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเก๊า ไต้หวัน มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ โดยไทยมีระดับความเสี่ยงในปี 2550 อยู่ที่ระดับ 8.03 และ 8.00 ในปี 2551 ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าประเทศอินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซียเสียอีก


คำถามคือ ทำไมรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งไม่อาจจะควบคุม และแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้ รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ไม่ต้องตอบ แต่แก้ไขปัญหานี้เลย


เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 20-07-52

ธรรมาภิบาลการเงินของคนด้อยโอกาส

โดย สุวิทย์ พูลศิลป์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ข่าวผ่านสื่อสาธารณะเกี่ยวกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะ 2 ที่ได้เสนอกระทรวงการคลังเพื่อประกาศใช้ในปีนี้ โดยหยิบยกประเด็นน่าสนใจในส่วนของการจัดตั้งสถาบันการเงินสำหรับกลุ่มคนฐานรากที่ยังด้อยโอกาสและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินในระบบปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ของเอกชน หรือธนาคารประเภทต่างๆ ของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ออมสิน SME หรือแม้แต่ ธ.ก.ส. ที่อยู่ใกล้ชิดพี่น้องเกษตรกรในชนบทก็ตาม

ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตารายละเอียดของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับนี้ของ ธปท. แต่โดยประสบการณ์ที่ผ่านมา กลุ่มคนฐานรากผู้เป็นประชาชนด้อยโอกาส หากนำหลักคิดเส้นความยากจน (Poverty - Line) ของสหประชาชาติ มาแบ่งแยกตามรายได้ประชาชนของบ้านเรา ผมคิดว่า คนยากจนในประเทศไทยถ้านับกันละเอียดจริงๆ น่าจะอยู่ใกล้หลัก 10 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย เทียบได้ถึง 10-15% ของคนไทยทั้งประเทศ คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า คนยากจนเหล่านี้ได้รับการดูแล หรือได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐได้ทั่วถึงขนาดไหน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการให้บริการต่างๆ ซึ่งผมเห็นว่า มีตัวอย่างดีๆ ที่แสดงถึงการให้โอกาสและความเป็นธรรมแก่คนยากจนของสถาบันการเงินในบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ ถ้ายังจำกันได้ก็คือ


ธนาคารกรามีนแบงก์ (Grameen Bank) และ ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนูส (ผู้ก่อตั้งธนาคาร และปัจจุบันยังดูแลรับผิดชอบธนาคารแห่งนี้อยู่) ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี ค.ศ.2006 (The Nobel Peace Prize for 2006) ซึ่งในคำประกาศให้รางวัล ณ กรุงออสโล (Oslo) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2549 สะท้อนชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจากครัวเรือนระดับล่าง โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า การให้สินเชื่อแก่ผู้กู้รายย่อย (Micro - credit) มาต่อสู้กับความยากจน เป็นหนทางนำไปสู่การพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย และการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน (human rights) ของประชาชนผู้ยากไร้ได้ สิ่งที่ กรามีนแบงก์ และยูนูส ลงมือกระทำ เป็นการให้โอกาสความเป็นธรรมทางการเงินแก่คนยากจน เจาะลึกลงไปถึงระดับคนขอทาน (Beggars) ในประเทศ แม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินเล็กน้อยไม่กี่ร้อยบาทต่อราย แต่มีคุณค่าใหญ่หลวงต่อความเป็นอยู่และการลุกขึ้นมาต่อสู้ชีวิตของคนเหล่านั้นในอนาคตข้างหน้า บางหมู่บ้านที่ผมเคยไปสัมผัสในบังกลาเทศ คนขอทานบางรายก็กลับมามีอาชีพใหม่ที่สุจริตและอยู่ร่วมกันในชุมชนได้อย่างปกติ


สำหรับบ้านเรา ก่อนหน้านี้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของ ธปท. ระยะแรก เมื่อราวปี พ.ศ.2547 มีความพยายามพูดถึงการจัดระบบขององค์กรการเงินในระดับฐานรากมาบ้างแล้ว องค์กรการเงินเหล่านั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งมีและไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ในหมู่บ้านกลุ่มสวัสดิการชุมชน สหกรณ์ประเภทต่างๆ ฯลฯ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการดำเนินงานแตกต่างกันออกไป ฉะนั้น การนำประเด็นจัดตั้งสถาบันการเงินใหม่เพื่อให้บริการแก่ผู้ไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากระบบสถาบันการเงินที่มีอยู่เดิม มาบรรจุไว้ในแผนฯ ระยะที่ 2 นี้ จึงควรค่าแก่การยกย่องและท้าทายประเด็นธรรมาภิบาลเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถาบันการเงินใหม่ของคนจนผู้ด้อยโอกาสจะเกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างในลักษณะใด หรือเป็นจริงเป็นจังได้ขนาดไหน ผมมีข้อคิดเห็นเบื้องต้นที่อยากเสนอเพิ่มเติมแก่สถาบันใหม่ในอนาคต คือ


ประการแรก การหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่คนจนหรือคนระดับฐานล่างสุดของพีระมิด นับเป็นกุศโลบายอันประเสริฐ ควรจะให้คนเหล่านั้นได้เข้าถึงการให้บริการมากที่สุด อย่าไปกังวลว่าคนจนจะมีปัญหาตามมาในการชำระคืนหนี้หรือไม่ เราควรต้องเชื่อมั่นและระลึกไว้ว่า แม้นพวกเขาเป็นคนยากจนแต่ใช่ว่าจะเป็นคนโกงไปทั้งหมด ดังนั้น การให้โอกาสทางการเงินแก่คนจนได้มีช่องทางหารายได้จากการประกอบอาชีพโดยสุจริต จะช่วยให้คนจนตระหนักและหวงแหนชื่อเสียงของตนไม่ให้เกิดความเสียหาย และจะรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุดเพื่อแลกกับโอกาสที่ได้รับ


ประการที่สอง ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร พนักงาน และผู้เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินใหม่นี้ ไม่ว่าจะดำรงบทบาทในฐานะเป็นตัวการ (Principal) หรือเป็นตัวแทน (Agent) ก็ตาม ท่านจะต้องมีความเป็นธรรมในการให้บริการ ไม่เอาเปรียบคนจน เพราะคนจนมีเพียงความเชื่อมั่นและความเชื่อถือไว้วางใจให้แก่ท่าน คนจนไม่มีสินทรัพย์หรือสินจ้างอื่นใดมาตอบแทนแลกเปลี่ยนได้ สถาบันการเงินใหม่นี้ จึงต้องตระหนักในคุณธรรม และจริยธรรมในการปฏิบัติต่อคนจนอย่างเท่าเทียมเสมอภาคด้วย


ประการที่สาม ในระยะยาว ภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายอุดหนุนสถาบันการเงินแห่งใหม่นี้ การจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากการดำเนินงาน ควรได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ด้อยโอกาสและผู้เห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านี้ มาร่วมด้วยช่วยกัน ขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรของพวกเขา เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไป การพยายามใช้การอุดหนุนของรัฐมากเท่าไร จะยิ่งซ้ำเติมการทำลายความเข้มแข็งและศักดิ์ศรีของคนเหล่านี้มากขึ้นเท่านั้น


นั่นคือ ความเห็นที่มีเจตนาจุดประกายก่อนลงมือทำ และขอทิ้งประเด็นส่งท้ายให้คิดว่า คนยากจนที่เรียกกันนั้น เป็นความคิดจากมุมมองด้านใดและเป็นมุมมองของใคร ตัวคนจนจริงๆ เขาอาจไม่จน ก็ได้ ใช่หรือไม่ ?


แผยแพร่ครั้งแรกที่กรุงเทพธุรกิจ 06-07-52

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

น้ำลด ตอผุด คอร์รัปชันโผล่


โดย ศรัณย์ ธิติลักษณ์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


หลายปีที่ผ่านมา เรื่องที่ว่าด้วยการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดในประเทศไทย ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาและผู้คนก็คงจะชินชาต่อพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์นี้เสียแล้ว ทั้งนี้เราสามารถดูได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการของสำนักโพลล์ต่างๆ อาทิเช่น เอแบคโพลล์ ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ หรือผลสำรวจของหน่วยงานราชการเองที่ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นและสภาพปัญหาของการคอร์รัปชันในเมืองไทยว่ามีแนวโน้มของความรุนแรงและมีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไร เช่น ผลของกลุ่มประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 63.2 คิดว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชันด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าทุจริตคอร์รัปชันแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็ยอมรับได้ ผลของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ พบว่า เห็นด้วยว่าการติดสินบนทำให้ได้รับความสะดวกสบายที่แตกต่าง เห็นด้วยว่าการติดสินบนหาหลักฐานในการเอาผิดได้ยาก และการติดสินบนในการประกอบการธุรกิจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ส่วนผลของกลุ่มข้าราชการ พบว่า เห็นด้วยว่าเจ้าพนักงานที่รับสินบนมักไม่ถูกดำเนินการเอาผิด เห็นด้วยว่าคอร์รัปชันเกิดขึ้นในกลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อย และเห็นด้วยว่าการเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับได้ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือนักการเมือง พบว่า ปัญหาทุจริต คอร์รัปชันที่พบส่วนใหญ่พบในกลุ่มนักการเมืองในระดับชาติและในระดับท้องถิ่นในอัตราที่ใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 86.5-86.2 ตามลำดับ
ซึ่งก็ด้วยข้อเท็จจริงเช่นนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจนักที่การสำรวจล่าสุดขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) จึงให้ลำดับของความโปร่งใสของประเทศไทยปี พ.ศ.2551 ไว้ในลำดับที่ 80 โดยมีคะแนนเพียง 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
ทีนี้เรามาดูข้อมูลอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นความพยายามของคนทำงานกลุ่มเล็กๆ ในสังคมที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง งานด้านนี้เราพบว่า ผลงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา (6 ตุลาคม 2549 ถึง 6 ตุลาคม 2551) คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีการชี้มูลความผิดทางวินัย ทางอาญา และความร่ำรวยผิดปกติไปแล้วจำนวน 131 เรื่อง (ปี พ.ศ.2550 จำนวน 68 เรื่อง พ.ศ. 2551 จำนวน 63 เรื่อง) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเรื่องที่สำคัญๆ จำนวน 9 เรื่อง ดังเช่น กรณี นายวัฒนา อัศวเหม จากกรณีทุจริตคลองด่าน กรณีอดีตอธิบดีกรมป่าไม้และพวก จากกรณีเสือโคร่งเบงกอล กรณีอดีตอธิบดีกรมสรรพากรกับพวก จากกรณีการตรวจสอบภาษีหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลเพิ่มเติมในปีต่อมาอีกหลายกรณี เช่น กรณีปลัดกระทรวงการคลังปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีทุจริตรถดับเพลิง-เรือดับเพลิง กรณีชี้มูลความผิดอดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมในการทำสัญญาเช่า จัดหา และดำเนินการระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศแรงงาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ตามรายละเอียดของข้อมูลเชิงตัวเลขกลับพบว่า ยังมีคดีค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. อีกจำนวน 5,590 คดี และจะมีคดีที่สำคัญๆ ทยอยสำเร็จออกมาอีกเป็นระยะๆ ซึ่งแน่นอนผลของการพิจารณาของคณะกรรมการย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง และตรงนี้เองหากเราจะวิเคราะห์กันอย่างเป็นธรรม ก็คงจะตอบได้ว่า นี่คือดอกผลของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ที่เกิดภายหลังจากกลุ่มอำนาจเก่าหมดพลัง) โดยได้วางยุทธศาสตร์ในการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชันไว้อย่างสำคัญ ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น ? ก็เพราะ
1.ยุทธวิธีที่สำคัญของการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอยู่ที่การตรวจสอบ ดังนั้นเมื่อสามารถเพิ่มกลไกของระบบตรวจสอบได้ก็เป็นการช่วยลดปัญหาของการคอร์รัปชันลงได้ระดับหนึ่ง
2.ทุจริตในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น มีระบบความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับกระบวนการเชิงโครงสร้างเพื่อการคอร์รัปชันหลายด้านและเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายกลุ่ม การใช้เครื่องมือและมาตรการทางกฎหมายทุกระดับจะต้องส่งผลต่อความกังวลที่จะทำการคอร์รัปชันในอนาคตได้ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นประจักษ์ได้ว่าสามารถทำได้ดีพอสมควร และ
3.ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือ ที่ทำให้นักการเมืองรุ่นเก่าทุกพรรคการเมืองที่ชอบแสวงหาผลประโยชน์กังวลใจและกลัวที่จะถูกจับทุจริตได้ จนต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อขอแก้รัฐธรรมนูญ
ก็ต้องเห็นใจและเป็นกำลังใจให้กับท่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชุดนี้ (รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ คณะทำงาน และบุคลากรของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ครับ เพราะการต่อสู้กับการทุจริตในปัจจุบันที่มีลักษณะของการทุจริตเชิงโครงสร้าง (Structural Corruption) จำเป็นต้องใช้บุคคลที่มีจิตใจ พละกำลัง และความกล้าหาญในระดับสูงในการต่อต้านผู้ทุจริต (ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและยังมีอำนาจทางการเมืองสูงยิ่ง) ทั้งยังต้องทำงานภายใต้ความกดกันต่างๆ ที่รุมเร้าจากสังคมที่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะเหล่าผู้ทุจริตที่พยายามจะทำลายระบบการตรวจสอบ เช่น มีความพยายามที่จะให้คณะกรรมการทั้งหมดหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กรณีตัดสินชี้มูลความผิดอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นเครื่องมือ เป็นต้น
นับแต่นี้ไป เราคงจะได้เห็นวาทกรรมของการคอร์รัปชันในกรณีต่างๆ ผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนี้ออกมาเป็นระยะ และก็หวังต่อไปอีกด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยคงจะมีกลไกการทำงานที่สอดคล้องกับระบบการตรวจสอบได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าหากระบบตรวจสอบและระบบกระบวนการยุติธรรมทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดีและรวดเร็วแล้ว ผลประโยชน์ส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่เคยตกอยู่กับคนทุจริตก็จะกลับมาอยู่กับประชาชนชาวไทยอย่างเป็นธรรมได้ ประเทศของเราไม่มีเวลาในการประนีประนอมกับการคอร์รัปชันอีกต่อไปแล้วครับ

วิชามารรัฐกิจ-101 : ว่าด้วยการโกงรัฐให้แนบเนียน โดยไม่ต้องประมูลได้อย่างไร?


โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ต่อตระกูล ยมนาค ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


ลองวาดภาพในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นหลักสูตรสอนวิชาโกงรัฐขึ้นสอนในระดับมหาวิทยาลัยในหลักสูตรบริหารธุรกิจ ถ้าสังคมไทยยังพัฒนาการเมืองไปในทางที่เป็นอยู่เหมือนในปัจจุบันที่มีนักการเมืองที่โกงกินเงินของประเทศ ยังคงได้เงินก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากส่วนแบ่ง 5% เพิ่มเป็น 10%,15%, 20%, 25% มาเป็น 30% ในปัจจุบันนักการเมืองจำนวนหนึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากเงินที่ได้มาเพียง 1,000 ล้าน (10%) เมื่อ 6 ปีก่อน กลายมาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่สำคัญในปัจจุบัน นักการเมืองอีกพวกหนึ่งเรียนรู้เทคนิคลับนี้จากปรมาจารย์ที่เป็นระดับผู้นำพรรคหนึ่งในอดีต สามารถล็อกเงื่อนไขการประมูล ทำให้พรรคพวกกลุ่มตนเองได้งานจัดซื้อจัดจ้างงานภาครัฐเกือบทั้งหมด


ความรู้ที่ต้องเรียกว่าเป็น วิชามารรัฐกิจนี้ มีผู้รู้อยู่ในนักการเมืองจำนวนไม่มาก จากหลักการโกงง่ายๆ ที่มีแต่หลักการที่ว่า ต้องอย่าให้มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร โดยห้ามรับเป็นเช็ค ให้รับเป็นเงินสดเท่านั้น แม้จะต้องใช้รถแวนขนกันเต็มคันรถก็ตาม หากต้องเขียนให้เขียนบนฝ่ามือแล้วชูให้อ่าน เมื่อฝ่ายผู้ถูกรีดไถอ่านเสร็จให้รีบลบข้อความออกจากฝ่ามือ โดยถูมือทั้งสองข้างทันที


จากความรู้เทคนิคง่ายๆ กลายเป็นความรู้ที่ขยายตัวไปถึงการนำเงินเหล่านั้นไปใช้เพื่อเข้าสู่การยึดอำนาจปกครองประเทศตามวิถีทางการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ได้อย่างไร โดย ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ได้นำมารวบรวมเป็นครั้งแรก ตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ "คู่มือทรราช - เทคนิคการคอร์รัปชันปล้นชาติ ยึดประเทศและทำลายคนดี" เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2543 และกลายเป็นหนังสือขายดี ที่ทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองในอีก 5 ปี ได้แม่นยำยิ่งกว่าหมอดู และในปี 2550 ดร.วุฒิพงษ์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกวิชามารนี้ทำลายไปตามเทคนิค "ทำลายคนดี" ที่อาจารย์ได้เขียนไว้เองในหนังสือเล่มนี้ ขอยกบัญญัติ 10 ประการของผู้ที่จะเป็นผู้นำทรราชมาสรุป ดังนี้


1.ยึดรัฐบาล เริ่มด้วยการยึดสภาหรือกวาดซื้อ ส.ส. 2.ยึดธุรกิจผูกขาด ธุรกิจคมนาคม ธุรกิจขนส่ง 3.ยึดองค์กรของรัฐ วางคนของตัวเองในตำแหน่งสำคัญๆ ในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ และรัฐวิสาหกิจ 4.ทำลายคู่แข่งทางการเมือง วิธีการทำลายที่ดีที่สุดก็คือทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ 5.ทำลายคนดี ต้องทำลายเพราะคนดีเป็นอุปสรรคการโกงชาติ ปล้นประชาชน วิธีการที่ดีที่สุดคือซื้อสื่อ 6.ทำลายภาคประชาชน ให้ขัดขวางความเติบโตของภาคประชาชนด้วยการทำให้พวกเขาขาดแคลนใน "3 ชั่น" คือ Education, Organization และ Information 7.ขัดขวาง (ทำลาย) การปฏิรูปทางการเมือง 8.สร้างภาพลักษณ์ เน้นวิธีการ "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น" และซื้อนักวิชาการ 9.สร้างเครือข่ายทุจริตชน ควรประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ เช่น นักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นายทหารระดับสูง มาเฟีย สื่อมวลชนอาวุโส 10.สร้างการบริหารองค์กรทรราช ต้องบริหารแบบทรราชมืออาชีพ และพัฒนาฝีมือตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถเขมือบโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ สู่ระดับแสนล้านบาทให้ได้
ในเนื้อหาวิชามารรัฐกิจ-101 จะให้ความรู้ในขั้นปฏิบัติของกลุ่มผู้ทุจริตโกงชาติต่อจากตำราคู่มือทรราช เพื่อให้สามารถโกงเงินรัฐให้แนบเนียนโดยไม่ต้องประมูลได้อย่างไรเป็นความรู้ที่สาธารณชนคนดี ที่รักชาติ รักประชาธิปไตยควรรู้ไว้ และใช้ในการติดตามพฤติกรรม


ลักษณะขบวนการโกงเงินของชาติจะมีพฤติกรรม 9 ประการ ดังนี้
1.จะไม่สร้างหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีเอกสารและลายเซ็น ไม่มีการโอนเงินทางธนาคาร ไม่เจรจาในสถานที่อาจถูกอัดเทป อัดคลิป หรือถูกถ่ายภาพ
2.ล็อกเงื่อนไขการประมูลตั้งแต่เริ่มเขียนโครงการ (TOR) กำหนดเงื่อนไขที่มีผู้ผลิตได้คนเดียวในโลก เช่น เครื่อง X-Rays กระเป๋า ต้องตรวจยาเสพติดได้ด้วย กำหนดเงินค้ำประกันสูงหลายพันล้าน กำหนดคุณสมบัติพิเศษที่มีราคาสูงแต่เวลาทำจริงจะลดหย่อนสเปคให้ถ้าเป็นบริษัทพวกตัวเอง กำหนดเวลาส่งมอบสั้นและมีค่าปรับสูงมากและกำหนดเสร็จภายใน 1 ปี แต่ทำจริงต่อรองให้เป็น 2 ปีครึ่งและไม่ปรับ
3.จำกัดผู้มีสิทธิเข้าประมูลให้เหลือเพียงบริษัทกลุ่มของตนจัดเป็นคู่แข่งหลอกไม่เกิน 2 ราย
4.แต่งตั้งข้าราชการที่มีอำนาจ ประธานกรรมการและกรรมการ รัฐมนตรี เข้าไปควบคุมทุกกรรมการ
5.สร้างการสนับสนุนจากสื่อ โดยซื้อนักเขียนบทวิจารณ์ และสร้างม็อบว่าจ้างมาสนับสนุนโครงการ
6.สร้างโครงการที่เป็นโครงการเทคโนโลยีสูง เป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้สร้างราคากลางได้สูง
7.จำกัดระยะเวลา การจัดเตรียมราคาเสนอให้จำกัด ทำให้คนทั่วไปจัดเตรียมข้อมูลเสนอประมูลไม่ทัน ส่วนพวกตัวเองได้เตรียมการมาล่วงหน้าเป็นปี
8.ใช้วิธี E-Auction ทำให้รู้ตัวผู้ที่จะเข้าประมูลแข่งได้หมด ฮั้วได้ 100%
9.ให้หลีกเลี่ยงการนำเข้าเสนออนุมัติในคณะรัฐมนตรีที่มีพรรคอื่นร่วมพิจารณาด้วย ถ้าจำเป็นให้เจรจาแลกเปลี่ยนการหนุนโครงการจากพรรคตรงข้าม
ถ้าได้ทั้ง 9 ข้อแล้ว ยังมีผู้เข้ามาประมูลแย่งงานในราคาต่ำ ให้หาเหตุตัดผู้เสนอเหล่านั้นให้หมดสิทธิได้รับการเปิดซองราคา โดยใช้เหตุผลว่าไม่ผ่านทางด้านของเทคนิค


ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 08/06/52