แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ปัญหาการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสังคมไทย

โดย รัตพงษ์ สอนสุภาพ
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม

การทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไทยจากอดีตจวบจนปัจจุบันถูกมองจากสังคมว่า ได้กลายเป็นปัญหาวิกฤติอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนมาช้านาน เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่อำนาจบริหารของรัฐบาล และเป็นตัวแทนของอำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทางในกระบวนการสรรหาของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐตามกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ด้วย จึงทำให้นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งข้าราชการและนักธุรกิจมีโอกาสเข้าแทรกแซงกระบวนยุติธรรมตามขั้นตอนต่างๆ ได้เพื่ออำนวยผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องด้วย


ซึ่งแต่เดิมนั้นกระบวนการการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาฐานทุจริตประพฤติมิชอบ ได้ใช้ระบบเดียวกับการดำเนินคดีอาญาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทอื่นและบุคคลธรรมดาทั่วไป กล่าวคือ ผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญามี 2 ประเภท คือ พนักงานอัยการและผู้เสียหาย พนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนคดีโดยชอบแล้ว ส่วนผู้เสียหายนั้น แม้จะนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้เองก็มีข้อจำกัดทางกฎหมาย กล่าวคือ หากเป็นคดีที่ผู้ต้องหาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งโดยสภาพรัฐเท่านั้นเป็นผู้ได้รับความเสียหาย บุคคลอื่นจะนำคดีนั้นมาฟ้องเองไม่ได้ ดังนั้น กระบวนการดำเนินคดีอาญาที่ใช้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิดอาญาทั่วไปมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองดังกล่าวจึงไม่ได้ผล เนื่องจากขาดประสิทธิภาพในการนำตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบมาลงโทษ เพราะเป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อน ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอิทธิพลและบารมี อีกทั้งระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาปกติทั่วไป ที่ให้ฝ่ายผู้กล่าวหาเป็นผู้พิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยศาลจะต้องวางตัวเป็นกลาง ก็ไม่อาจจะเป็นฝ่ายค้นหาข้อเท็จจริงเองได้ง่ายนัก


แม้ว่าต่อมาจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเป็น "คณะกรรมการพิเศษ" ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 324 และ 325 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 แต่คณะกรรมการชุดนี้ซึ่งกำเนิดขึ้นในยุคเผด็จการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการที่วางไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลพลเรือนของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ขึ้นมาดำเนินการ แต่การดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอิสระและอำนาจในการวินิจฉัยภายหลังจากที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนแล้ว เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารในปี พ.ศ. 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 26 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) เพื่ออายัดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติมาเป็นของแผ่นดิน แม้ได้ส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอาญา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน


จนกระทั่ง เมื่อประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ก่อกำเนิดรูปแบบการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อจัดการคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำและเจ้าหน้าที่รัฐอื่นโดยเฉพาะ ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ได้ปรับปรุงระบบการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นใหม่อีก โดยพยายามอุดช่องว่างของปัญหาที่เคยเกิดในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540


จนถึงปัจจุบันศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิจารณาไปแล้วรวม 5 คดี คือ ในปี 2544 คดีนายจิรายุ จรัสเสถียร ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86,90,148,157 ในปี 2546 คดีนายรักเกียรติ สุขธนะ ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ในปี 2548 คดีพลตำรวจเอกวุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,158 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 125 ในปี 2550 คดีอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันมีพฤติกรรมเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียจากการเข้าไปประมูลทรัพย์สินของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 100,122 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157
นอกจากนี้ ในปีเดียวกันยังมีคดีนายวัฒนา อัศวเหม ว่าด้วยความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนในปี 2551 ก็มีคดีรายการ "ชิมไปบ่นไป" ของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความผิดฐานการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550


ดังนั้น สังคมไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแสวงหากระบวนทัศน์ใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคู่ขนานไปกับการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม มุมมองใหม่ๆ ที่ว่านั้น อาจเป็นมุมมองเชิง "นิติ-เศรษฐศาสตร์" โดยเป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฎีทางนิติศาสตร์กับแนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การเมืองและเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบัน เพื่ออธิบายพฤติกรรมและรูปแบบการทุจริต ควบคู่กับการสร้างกลไกทางกระบวนการยุติธรรม เพื่อควบคุมการทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยในสภาพที่เป็นจริงมากที่สุด


เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 31-08-52

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ต้นทุนทางการเมืองของประเทศไทย

ตรรกวิทยาของความไม่พอเพียงในระบบการเมืองของไทย ที่ผนวกกับกระแสทุนนิยมและการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่เน้นการบริโภคที่เกินความจำเป็น มีผลทำให้วิถีชีวิตทางสังคมที่สวยงามแบบเดิมของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไป จากสังคมที่มีแต่ความอาทร ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การยิ้มแย้มแจ่มใส การรู้จักให้อภัย รักและเคารพในการเป็นคนไทยด้วยกันของคนในชาติ กลายเป็นสังคมที่มีแต่ความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งพวก กันอย่างชัดเจน ความรักและการเคารพกันในฐานะคนไทยด้วยกันหายไป ความเชื่อมั่นในสถาบันหลักที่ค้ำจุนประเทศ อาทิเช่น ศาล องคมนตรี และทหาร ถูกลดความน่าเชื่อถือลง กระทั่งความเชื่อในหลักการของเหตุผลของการกระทำถูกผิดของบุคคลก็ถูกบิดเบือน และถูกทำให้เป็นอื่นในฐานะของความหมายที่ผู้นำกลุ่มมวลชนนั้นๆ อยากให้เป็น


แน่นอนการขับเคลื่อนของระบบสังคมกับการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบครั้งนี้ เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเกิดขึ้นจากผลพวงของความพยายามที่จะพัฒนาโครงสร้างทางการเมืองของประเทศไปสู่ระบบการเมืองที่ดีกว่า มั่นคงกว่า มีเสถียรภาพมากกว่าตามแบบประชาธิปไตยในต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าไม่เกิดปัญหาของระบอบการปกครองของไทยในปัจจุบันที่นำไปสู่การเสื่อมศรัทธา และเสียความชอบธรรมของระบบ กล่าวคือ


1. ประเทศไทยยังคงมีปัญหาในเรื่องการใช้เงินซื้อเสียงของนักการเมือง เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจทางการเมือง มีการทุ่มเงินเพื่อที่จะชนะการเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมือง เพื่อนำไปสู่อำนาจต่อรองทางการเมือง
2. ระบบการเมืองไทยยังคงมีปัญหาเรื่องการแย่งตำแหน่งอำนาจ โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ อาทิเช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจ และการพาณิชย์
3. ประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างระบบการป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงรูปแบบใหม่ ที่อาศัยระบบการเมืองเข้าแทรกแซงการบริหารงานของระบบราชการ และ
4. นักการเมืองไทยยังไม่มีการพัฒนาความคิดที่หลุดไปจากกรอบของผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก ทั้งยังมีความพยายามในการสร้างวาทกรรมของการผูกขาดอำนาจทางการเมืองอย่างต่อเนื่องทุกระดับ ตั้งแต่การเมืองท้องถิ่นไปจนถึงการเมืองระดับชาติ


ซึ่งความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเหล่าของการพัฒนาการทางการเมืองทุกครั้งในอดีตของไทย ก็นำมาซึ่งต้นทุนของสังคมที่ประชาชนต้องสูญเสียทั้งในรูปของค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน และค่าเสียโอกาสของประเทศในการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งต้นทุนดังกล่าวที่ประชาชนต้องเสียไปโดยสังเขป อาจดูได้จาก
1. ตัวเงินงบประมาณ ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งที่รัฐต้องเสียไปจะมีวงเงินโดยเฉลี่ยที่มูลค่าสูงถึง 2.2 พันล้านบาท ถึง 2.4 พันล้านบาท ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
2. ค่าเสียเวลา และต้นทุนในการจัดการทางการเมือง ซึ่งสถาบันทางวิชาการ ตลอดจนนักวิชาการได้มีการประมาณการมูลค่าเม็ดเงิน และวงเงินที่ใช้ในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองโดยรวมว่ามีเม็ดเงินสะพัดสูงถึง 2-3 หมื่นล้านบาท กระจายไปสู่ทุกๆ กลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง
3. การชะงักงันของโครงการของรัฐ ซึ่งไม่ปรากฏตัวเลขยืนยันที่แน่นอน แต่อาจประมาณได้จากมูลค่าของโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ตามโครงการสร้างประเทศให้ทันสมัยของรัฐบาลชุดก่อน เป็นวงเงินถึง 61,943 ล้านบาท ไม่นับโครงการย่อยอื่นที่ต้องหยุดไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงชุดรัฐบาล
4. ค่าเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้า ซึ่งไม่อาจประมาณมูลค่าที่ชัดเจนเป็นตัวเงินได้แต่การที่ประเทศไม่มีความมั่นคงทางการเมือง ก็จะส่งผลโดยตรงต่อประเทศคู่เจรจาทางการค้าที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐในโครงการสำคัญต่างๆ
5. การสูญเสียความน่าเชื่อถือของบุคคล องค์กรต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนความสูญเสียเชิงสัญญะทางสังคมที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต และ
6. ความสูญเสียด้านสังคม เอกลักษณ์ และความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้และน่าจะเป็นความสูญเสียที่มีต้นทุนสูงมากที่สุด ในต้นทุนทางการเมืองที่ต้องสูญเสียทั้งหมด เพราะเกี่ยวเนื่องกับสังคมของคนในชาติ


ดังนี้แล้ว ในวันนี้ ประเทศไทยคงไม่มีเวลาที่จะสูญเสียผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอีกต่อไปได้แล้ว เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ต้นทุนทางการเมืองที่ประเทศใช้ไปมีมูลค่าสูงเกินกว่าผลได้ที่ประชาชนได้รับจากการบริหารงานของคนกลุ่มเล็กๆ ของประเทศ ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง จนเกิดปรากฏการณ์ของการแตกแยกของคนในประเทศเช่นวันนี้ หรือว่าจะถามหาถึงทางออก คำตอบคงไม่มีในระยะเวลาอันใกล้นี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องการความสามัคคี การมีส่วนร่วม มีความโปร่งใส มีฉันทามติ มีความรับผิดรับชอบ มีการสนองตอบต่อประชาชน เสมอภาคและอยู่ในหลักนิติธรรม และต้องมีคุณธรรมที่สูงพอ ซึ่งการเมืองไทยคงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 99 ปี ครับ

โดย ศรัณย์ ธิติลักษณ์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล