วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552
ธุรกิจบาปโดยรัฐกับแหล่งผลประโยชน์ที่ซ่อนเร้น
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ความหมายของคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ที่ใช้เป็นหลักและอ้างอิงอยู่เสมอ คือ ความหมายของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ซึ่งสรุปไว้ว่า รัฐวิสาหกิจ คือ องค์กรของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50 (เช่นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ) ดังนั้น รัฐวิสาหกิจจึงเป็นหน่วยงานทางธุรกิจ หรือกิจการของรัฐที่มีภารกิจในการให้บริการสาธารณะด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม รวมถึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาล จากภารกิจของรัฐวิสาหกิจข้างต้น จึงทำให้รัฐวิสาหกิจ มีลักษณะองค์การและการดำเนินงานที่มีลักษณะผสมระหว่างกิจการเอกชนต้องมีความคล่องตัวในการดำเนินงานและมีเป้าหมายคือกำไรในการดำเนินงานอันเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจกับการเป็นหน่วยงานของรัฐแบบมหาชนซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐที่ต้องดำเนินการต่างๆ ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ของกฎหมายและมีเป้าหมายคือผลประโยชน์ต่อส่วนรวมอันเป็นเป้าหมายทางสังคมอีกประการหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ตาม ในจำนวนธุรกิจหลากหลายที่รัฐลงมือร่วมดำเนินการ (จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ยังคงมีธุรกิจอีกบางประเภทที่รัฐต้องดำเนินการเสียเองด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ลักษณะของธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางด้านศีลธรรมหรือสุขภาพของประชาชน เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล และโรงงานยาสูบ ซึ่งด้วยนัยแห่งเหตุผลนี้เอง รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงได้ดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจผูกขาดทั้งสองแห่งนี้ไว้เอง และธุรกิจของรัฐที่ดำเนินการนี้ก็สามารถที่จะส่งเงินเข้ารัฐได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเสมอต้นเสมอปลายด้วยดีตลอดมา กล่าวคือ ผลการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจประจำเดือนสิงหาคม 2552 ในสาขาอุตสาหกรรมจำนวน 2,201.80 ล้านบาท (เป็นเงินนำส่งรายได้จากโรงงานยาสูบจำนวน 2,000 ล้านบาท และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 201.80 ล้านบาท) ในสาขาพาณิชย์และบริการจำนวน 1,043 ล้านบาท (เป็นเงินนำส่งรายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจากการจำหน่ายสลาก 1,030.40 ล้านบาท และเงินรางวัลค้างจ่ายสลากบำรุงการกุศล 12.60 ล้านบาท) (ประชาชาติธุรกิจ วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ.2552) ซึ่งจากข้อมูลนี้ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าธุรกิจบาปสามารถทำเงินเข้ารัฐได้เป็นจำนวนมหาศาล และนี่คือภาพที่ประชาชนทั่วไปมองเห็น จนบางคนเกือบลืม..คิดถึงส่วนที่เป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งธุรกิจลักษณะนี้ก็ได้สร้างและบ่มเพาะปัญหาทางสังคมหรือสุขภาพขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย มากไปกว่านั้นยิ่งหากจะขุดและเจาะลึกถึงปัญหาภายในองค์กรด้วยแล้วมันยิ่งเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ที่มีมูลค่าอีกเป็นจำนวนมาก ที่นักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ (ทุกยุคทุกสมัย) สามารถแสวงหาผลประโยชน์ในธุรกิจบาปของรัฐที่ไม่มีใครสนใจนี้ได้อย่างแนบเนียน โดยสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนของคณะกรรมการบริหารจนถึงผู้ที่ต้องการผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ตัวอย่างที่น่าสนใจในกรณีแรก เป็นกรณีของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของการจัดการเรื่องโควตาการจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มต่างๆ ที่ต้องการจำหน่ายสลาก (ซึ่งท้ายที่สุดก็ไปอยู่ที่รายใหญ่อยู่ดี) ปัญหาการขายสลากราคาแพง ปัญหาการออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว ปัญหาการเมืองภายในองค์กร ตลอดจนการแทรกแซงทางการบริหารของนอมินีทางการเมือง ฯลฯ จนปัจจุบันหากจะจัดสรรแบ่งผลประโยชน์กันใหม่อย่างเป็นธรรมก็คงดำเนินการยาก เพราะรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว (ทั้งโควตาสลากกินแบ่งและผู้ที่จะค้าสลากชนิด 2 ตัว 3 ตัว) ส่วนการที่กองสลากจะสำรวจว่าใครขายจริงหรือไม่ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติอยู่มาก (เพราะต้องใช้งบประมาณสูงและเมื่อสำรวจไปก็เจอผู้มีอิทธิพล) ดังนั้น หากจะกล่าวถึงบทสรุปการแก้ปัญหาในกรณีกองสลากนี้ ก็อาจสรุปได้ว่าผู้มีอำนาจจะเลือกไม่แก้ไขหรือแก้ไขให้ล่าช้าเพราะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ที่สำคัญกว่าก็คือไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดเข้ามาก็จะได้ประโยชน์ทั้งสิ้น ซึ่งในทางทฤษฎีอาจเรียกได้ว่าเข้าข่ายของการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Systemic Corruption)
อีกกรณีก็น่าสนใจ กรณีนี้เกิดในธุรกิจยาสูบซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล ในกรณีนี้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์แบบนิ่มๆ ดำเนินการกันมานาน มีการวางแผนกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการสมคบคิดกันระหว่างผู้เสนอผลประโยชน์และผู้บริหารองค์กร ทำกันตั้งแต่การชงเรื่อง ตั้งเรื่อง การเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจนถึงขั้นตอนของการอนุมัติ โดยมีอดีตผู้บริหารและเครือข่ายกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลสูงเป็นผู้ร่วมดำเนินการ กับผู้ค้ารายหนึ่ง ซึ่งโดยรวมแล้วทำให้รัฐเสียประโยชน์ไปกว่าพันล้านบาทต่อปี (รายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา) นอกจากนี้ยังมีประเด็นการวางแผนการขจัดบุคคลผู้ขัดผลประโยชน์โดยใช้การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานเป็นเครื่องมือเพื่อกดดันผู้บริหารให้ลาออก จากกรณีการปรับโครงสร้าง การบริหารโรงงานยาสูบให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งโดยแท้จริงมีเป้าหมายอยู่ที่เรื่องของโครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ ส่วนเรื่องของการบริหารงานภายในองค์กร ก็เป็นปัญหาทางการเมืองตั้งแต่คณะกรรมการบริหารจนถึงตัวผู้บริหารบางฝ่ายงานที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกลุ่มอำนาจเดิม ทำให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ จนไม่สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดระหว่างบุหรี่ไทยกับบุหรี่ต่างประเทศไว้ได้ ทั้งๆ ที่จำนวนผู้เสพมีการเปลี่ยนแปลงลดลงเล็กน้อย และกลุ่มผู้ค้าระดับต่างๆ ก็มีความสามารถในการดำเนินการได้ (ถ้าได้รับความเป็นธรรมทางการค้าที่เสมอกันทุกราย ซึ่งผู้บริหารไม่มีการแก้ไขปัญหานี้มากว่า 2 ปีแล้ว)
ดังนั้น หากจะกล่าวถึงบทสรุปในกรณีปัญหาของโรงงานยาสูบแล้ว ก็สรุปได้เช่นเดียวกันว่าผู้มีอำนาจเลือกที่จะไม่แก้ไข ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่าเพราะผู้เสนอผลประโยชน์ยินดีจ่ายเสมอไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลใด ส่วนผู้รับประโยชน์ก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะระบบได้คอร์รัปชันไปแล้ว (อยู่เฉยก็ได้ประโยชน์) ที่สำคัญเอาไว้ขอการสนับสนุนเมื่อต้องการงบอำนวยการจากโรงงานยาสูบจะดีกว่า ซึ่งกรณีนี้ก็จัดได้ว่าเป็นการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Systemic Corruption) ด้วยเช่นกัน เห็นหรือยังครับว่า ธุรกิจบาปของรัฐเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่ไม่เคยมีใครสนใจจริงๆ
เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 14-09-52
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เกิดอะไรขึ้นที่มาบตาพุด?
เกิดอะไรขึ้นที่มาบตาพุด?
เป็นคำถามที่หลายฝ่ายได้ถามกับภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดขึ้นเพื่อรองรับการใช้ประโยชน์จากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในปี 2523
คำถามข้างต้นถี่ขึ้นและมีเสียงดังมากขึ้นตามลำดับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาครัฐตกอยู่ในภาวะที่ตั้งรับแบบกระท่อนกระแท่น ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ
ที่พูดเช่นนี้ได้ก็เพราะมีกรณีที่เทศบาลเมืองมาบตาพุดฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นคดีต่อศาลปกครองในกรณีอนุญาตให้มีการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งล่วงล้ำลำน้ำโดยการอนุมัติของ กนอ. โดยศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ให้ กนอ.ชำระค่าตอบแทนต่อเทศบาลเมืองมาบตาพุดเป็นเงินจำนวนมากถึง 400 ล้านบาท เป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันที่ไม่ไปด้วยกัน หรือไปไม่พร้อมกันขององคาพยพของรัฐระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น
ปี 2549 (25 ปีหลังจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก) ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระยะที่ 3 ของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
และต่อมาก็ได้มีการยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ให้ภาครัฐประกาศให้พื้นที่ของมาบตาพุดและเมืองระยองบางส่วน เป็นเขตควบคุมมลพิษตามแนวทางของกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ในเรื่องนี้ศาลปกครองก็ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ให้ท้องที่ของเทศบาลเมืองมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535 กรณีนี้ก็เป็นการสะท้อนการไม่ไปด้วยกันของภาครัฐ/ภาคนอกรัฐ ที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า มีการดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนในการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนแล้ว (ผ่านอีไอเอแล้ว/มีการดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนของอีไอเอแล้ว)
อีกฝ่ายหนึ่งมีคำถามว่า ทำไมจึงมีการเจ็บป่วยและความเดือดร้อนของชุมชนโดยรอบอยู่เนืองๆ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการสะท้อนการไม่เชื่อมั่นในมาตรการหรือกลไกที่รัฐกำกับดูแลเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะขอเข้ามามีส่วนร่วม (Part-Taking) ในการจัดการในเรื่องนี้ เป็นการแสดงออกโดยทางตรง โดยผู้แทนของชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนนั้นๆ โดยไม่อาศัยบทบาทหรือสถานะของผู้แทนในระบบการเมืองที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ส.ท. ส.อบต. หรือตัวแทนประเภทใดก็แล้วแต่ที่มีอยู่แต่เดิมเป็นลักษณะการแสดงออกทางการเมืองแบบทางตรง (Direct Democracy) โดยใช้ช่องทางหรือกลไกอื่นของรัฐที่มีอยู่ในที่นี้คือศาลปกครอง ที่ตนเองสามารถใช้การได้โดยตนเองในขณะที่ก่อนหน้านี้มีการดำเนินการตามวิถีการเรียกร้องให้นับรวมเอาปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารจัดการประเทศ ตามครรลองของการเมืองภาคพลเมืองโดยการชุมนุม
โดยการขัดขวาง โดยการล้อเลียน ฯลฯล่าสุด 19 มิถุนายน 2552 สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ฟ้องคดีต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรี 5 กระทรวง ประกอบด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้ง กนอ.
เพื่อเรียกร้องให้การพิจารณาอนุมัติอีไอเอเป็นไปตามความในมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้องค์กรอิสระที่มีผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มาให้ความเห็นรองรับก่อนจะมีการดำเนินการความก้าวหน้าในเรื่องนี้ศาลปกครองมีคำสั่งให้คู่กรณีไปจัดทำแผนที่ตั้งโรงงานทั้ง 76 โรงงาน ว่ามีที่ตั้งอยู่ที่ใดและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนที่ศาลจะมีดุลพินิจสั่งการประเด็นปัญหาทั้ง 3 กรณีข้างต้นนั้นห้อมล้อมอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอนุมัติการจัดทำมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันโดยย่อว่าอีไอเอ ซึ่งเป็นมาตรการที่ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับในปี 2535 (ปีที่ประกาศใช้บังคับกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535)
แต่กำลังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลและกำลังถูกแทนที่ด้วยมาตรการที่ใหม่กว่าตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือ บทบาทขององค์การอิสระและสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือสุขภาพ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพิ่มเติม/ตรวจสอบ/สอบทาน/คานความเห็นกับความคิดเห็นของผู้ชำนาญการ และกระบวนการพิจารณาอนุมัติของอีไอเอ เท่ากับว่าสังคมไทยได้พากันเคลื่อนออกไปจากตำแหน่งที่เคยยืนอยู่ตามกติกาที่เคยยึดอยู่แต่เดิม เป็นการขยับตัวทางสังคมตามกรอบความคิดของ Gilles Deleuze และ Felix Guattari ที่พูดถึงเรื่องเส้นแบ่ง/เขตแดนกำลังเปลี่ยนแปลงของสังคมที่แต่เดิมเคยยอมรับซึ่งในที่นี้ก็คือเรื่องของการพิจารณาอนุมัติอีไอเอ
ในประเด็นความคิดเห็นของผู้ชำนาญการ ที่กำลังถูกตั้งคำถามและนำไปสู่การกำหนดกติกากันขึ้นใหม่ โดยเป็นความคิดเห็นขององค์การอิสระและสถาบันอุดมศึกษาหรือพูดได้ว่า สังคมกำลังลบเส้นแบ่ง/เขตแดนเดิมทิ้งไป (Deterritorialization) และกำลังลากเส้นแบ่งและเขตแดนกันขึ้นใหม่ (Reterritoralization) ขึ้นมาแทนสภาวะทางสังคมเช่นนี้ จะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาว่า จะนับว่าตรงไหนเป็นจุดสิ้นสุดของกฎเกณฑ์เดิม และตรงไหนเป็นจุดเริ่มต้นของกติกาที่สร้างขึ้นใหม่ และกระบวนการแทนที่ของกติกาใหม่ย่อมไม่เป็นไปแบบราบเรียบอย่างแน่นอน
เพราะขึ้นอยู่กับฝ่ายใดเป็นผู้ได้รับหรือเสียประโยชน์จากกติกาเดิม/ใหม่อย่างไรก็ตาม กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดจะต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย(1) ภาครัฐที่เป็นหน่วยงานด้านกำกับดูแลที่จะต้องเร่งรัดการสร้างกติกาใหม่แทนกติกาเก่า (2) ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุมัติอีไอเอไปตามหลักเกณฑ์เดิมที่ควรได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ/เงื่อนไขเดิมความเห็นในลักษณะนี้จะสอดคล้องกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ที่มีความเห็นว่า การดำเนินตามมาตรา 67 นั้น
รัฐจะต้องกำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในภาคปฏิบัติเสียก่อนโดยอิงความตามมาตรา 303 ประกอบกัน ดังนั้น ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายก็ย่อมต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายเดิม (กฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535) ไปก่อนแต่ในขณะเดียวกัน การจะปฏิบัติตามแนวทางข้างต้น (ในระหว่างรอการวินิจฉัยของศาลปกครอง) นั้น ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน ไม่ควรจะละทิ้งประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนโดยรอบ ไม่ควรจะต้องรอจนกระทั่งมีการปรับปรุงข้อกฎหมายจนเป็นที่แล้วเสร็จแบบแป๊ะๆ และจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบและนำพาต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง หากจะมีการริเริ่มดำเนินการโดยคำแนะนำ ตรวจทาน ตรวจสอบมาตรการการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยสถาบันที่ทำหน้าที่ในทำนองเดียวกับมาตรา 67 ไปพลางก่อน
ย่อมจะเป็นการสร้างภาคปฏิบัติการร่วมกันภายใต้เงื่อนไขใหม่ เส้นแบ่งใหม่/เขตแดนใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหามาบตาพุดอย่างแท้จริง เป็นการสร้างสังคมที่ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมสร้างอย่างแท้จริง
เผยแพร่ครั้งแรกที่ มติชน 23-08-52
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552
การท้าทายและก้าวที่สองของ CG
สังศิต พิริยะรังสรรค์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ในรอบ 10 ปีนี้ แนวคิดบรรษัทภิบาล (Corporate Governance หรือ CG) จะเป็นกระแสใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการองค์กรในประเทศไทย ทั้งในองค์กรที่เป็นส่วนราชการ ธุรกิจเอกชน และอาจจะรวมถึงองค์การมหาชน
การรณรงค์เรื่อง CG ในไทยอย่างจริงจัง เริ่มที่ภาคธุรกิจเอกชนโดยความรับผิดชอบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และรัฐบาลในขณะนั้น (2544) สนับสนุนให้จัดเป็น "วาระแห่งชาติ" เพราะได้สรุปบทเรียนจากวิกฤติทางการเงินและวิกฤติของระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2540 ว่า เป็นเพราะการบริหารจัดการในภาคธุรกิจเอกชนขาด ซึ่งความรับผิดชอบที่ดีต่อผู้ถือหุ้น ต่อกิจการโดยรวมของบริษัทและต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ซึ่งต่อมา ในส่วนราชการได้มีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินงานของทุกส่วนงานของภาครัฐ ซึ่งรวมรัฐวิสาหกิจเข้าไปด้วย
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของการดำเนินงานตาม CG ในภาคธุรกิจเอกชนหรือการจัดการบ้านเมืองที่ดีของภาครัฐ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ ในสุญญากาศ แต่ได้มีการรณรงค์ในเรื่องนี้ในช่วงหลังจากภาวะวิกฤติ ในช่วงที่นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คนไทยได้เริ่มรู้จักแนวคิดใหม่ๆ ที่เป็นกระแสการจัดการใหม่ ตามแนวนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลักการมีส่วนร่วม (Participation) หลักความโปร่งใส (Transparency) หลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) และหลักการเคารพและยึดมั่นในหลักกฎหมาย (Rule of Law) คำ แนวคิด และหลักการเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นประเด็นใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากแนวคิดเดิมที่มุ่งติดยึดอยู่กับเป้าหมาย เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันแต่เพียงด้านเดียว วาทกรรมใหม่ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ CG และการบริหารจัดการใหม่ ที่ต้องก้าวตามให้ทันกติกาการแข่งขัน และการจัดระเบียบเศรษฐกิจของโลก
ต้องยอมรับว่า CG เป็นหนึ่งในกลุ่มคำที่เป็นคำนำเข้า และเป็นคำที่อยู่ในระนาบเดียวกันกับคำว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) ซึ่งเป็นการนำเข้าที่เข้ามาแทนที่แนวคิด และทางการบริหารจัดการแบบเดิมๆ ที่จำเป็นต้องปรับตัวไปตามเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกับปัญหาที่เป็นตัวถ่วงรั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ คอร์รัปชัน หรือการขัดกันในประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม ฯลฯ
คำถาม ก็คือ ทำไม CG ที่มีการรณรงค์อย่างทั่วด้านในขณะนั้น ซึ่งเป็นกระแสความคิดที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนกำหนดเป็นวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร กำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติไว้ในแผนการปฏิบัติงานขององค์กรอย่างแพร่หลาย จึงยังไม่อาจต้านทานกับการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นเหตุที่นำไปสู่การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และเป็นภาระการตรวจสอบของ คตส. ที่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งเป็นเหตุที่นำไปสู่การแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายที่เป็นฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อแดง และเป็นประเด็นข้อขัดแย้งที่สำคัญที่สุดทางการเมืองในปัจจุบัน รวมทั้งยังมีคำถามอีกว่า ทำไม CG ที่มีการรณรงค์กันอย่างเข้มแข็งในขณะนี้ ทั้งๆ ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ และมีแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลขององค์กรแล้ว จึงยังไม่อาจจะรับมือกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดทุนที่เกิดขึ้นในการบินไทย การบริหารงานของ กบข. ธอส. การคัดค้านการแปรรูปของสหภาพแรงงาน ร.ฟ.ท. และการฟ้องศาลปกครองของชาวบ้านและเอ็นจีโอที่มาบตาพุด ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ กนอ.ในฐานะที่เป็นผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม บริษัทและกิจการขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ปตท. SCG โกลว์-สุเอซ ฯลฯ แม้กระทั่งข้อสังเกตของ สตง.ที่มีต่อการใช้จ่ายเงินของ สสส.ซึ่งเป็นองค์กรที่มีลักษณะการจัดการแบบองค์การมหาชน
ประเด็นปัญหาข้างต้นพอจะแยกได้เป็นสองส่วนคือ 1. ส่วนที่เป็นปัญหาการละเลยในหลักการบริหารจัดการที่ดี หรือละเลยหลักธรรมาภิบาลขององค์กร ซึ่งเป็นประเด็นเดิมที่นำไปสู่ภาวะวิกฤติทางการเงิน 2540 อันเป็นส่วนที่มีปัญหากับผู้ถือหุ้น และ 2. ส่วนที่เป็นประเด็นใหม่ คือ การรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการคัดค้านการแปรรูปของสหภาพแรงงาน ร.ฟ.ท. และการฟ้องศาลปกครองของชาวบ้าน และเอ็นจีโอที่มาบตาพุด
ดังนั้น ประเด็นที่กำลังท้าทายต่อ CG ของไทยในขณะนี้ ก็คือ จะต้องมีการรณรงค์ทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการภายในที่มุ่งรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และมุ่งที่จะรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปพร้อมๆ กันอย่างเป็นรูปธรรม การมุ่งสู่การทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนี้ จะไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับงานในแขนงอื่น อาทิเช่น งานประชาสัมพันธ์ งานสร้างพันธมิตรและความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร งานชุมชนสัมพันธ์ หรืองาน CSR นอกจากนั้น ยังอาจจะต้องอาศัยการสร้างประเด็นและวาระในการรณรงค์ร่วมกันเพื่อสร้างวาระแห่งชาติ หรือเป็นการร่วมรณรงค์ในพื้นที่เดียวกัน
ผมคิดว่านี่เป็นขั้นที่สองในการก้าวเดินของ CG ในบ้านเรา ที่เดินต่อเนื่องจากการทำความเข้าใจทั่วไป และเป็นการทำงานภายในองค์กรของตน เพื่อรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นเป็นเบื้องต้น เป็นก้าวที่กำลังเดินไปสู่ความร่วมมือกับองค์กรหรือหน่วยงานข้างเคียง ไปสู่การรับผิดชอบที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมที่กว้างใหญ่มากขึ้น ผมคิดว่ารูปแบบความร่วมมือและการทำงานในขั้นที่สองของ CG นี่แหละที่จะเป็นภาคปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ และทรงพลังของสังคมที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดและที่เมืองระยอง
ผมเชื่อมั่นในหลักการจัดการที่ดีที่องค์กรชั้นนำอย่าง ปตท. และ SCG ที่มีอยู่ว่าจะสามารถก้าวออกมาเป็นผู้นำ และรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างเพียงพอ และผมเชื่อมั่นด้วยว่า CG เป็นหลักการจัดการที่จะนำพาทุกๆ ส่วนของสังคมให้ก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกันได้เช่นเดียวกัน
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
คอร์รัปชัน ประชาธิปไตย และกระบวนการยุติธรรม
โดย รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ประเทศไทยมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยมีอำนาจรัฐแยกออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภา ฝ่ายบริหารคือรัฐบาล และฝ่ายตุลาการคือศาล เพื่อการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐระหว่างกัน
นักการเมืองทั้งที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งและการแต่งตั้ง จะเป็นผู้ที่มาใช้อำนาจรัฐผ่านกระบวนการทางรัฐสภา และเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ นัยทั้งสองบทบาทนี้จะสัมพันธ์กับระดับการคอร์รัปชันของประเทศ หากรัฐสภาและรัฐบาลมีการใช้อำนาจรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ระดับการทุจริตคอร์รัปชันก็จะลดน้อยถอยลง แต่ในทางกลับกัน หากมีการใช้อำนาจรัฐอย่างไร้ประสิทธิภาพ ระดับการทุจริตคอร์รัปชันก็จะสูงขึ้น
เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองทศวรรษแล้ว ที่การทุจริตคอร์รัปชันได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของชาติไปแล้ว อำนาจรัฐดูจะไร้ผลในการควบคุมแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้การทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในระดับที่รัฐสามารถควบคุมได้
ดังผลการสำรวจของ Transparency Organization ในช่วงปี 2538-2551 ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยของดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันอยู่ระหว่าง 2.75-3.80 เท่านั้น นั่นชี้ได้ว่า ประเทศไทยมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในระดับที่รุนแรงมาก อำนาจรัฐไม่อาจจะควบคุมได้ แม้ว่าในช่วงปีดังกล่าว จะมีรัฐบาลมาจากหลายพรรคการเมืองสลับกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ระดับการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไม่ได้ลดลงเลย
ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย อาจจะสะท้อนได้ถึงความไร้ประสิทธิภาพในแง่ของการจัดการปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยด้วย โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนักการเมือง พบว่ากระบวนการดำเนินการเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้บางคดีต้องหมดอายุความลง ไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ ในขณะที่ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันในปัจจุบันที่มีระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมมาใช้ควบคู่ไปกับระบบเศรษฐกิจแบบตลาดส่งเสริมการเติบโตของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้ธุรกิจการค้าขยายตัวและต้องอาศัยการดำเนินการทางการเมืองเพื่อกำกับควบคุมที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องเข้าไปเกี่ยวข้องผลักดัน เพื่อลดผลกระทบทางลบของนโยบาย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับนักการเมือง มีอาชีพทางธุรกิจมาก่อนเข้าสู่การเมือง และยังต้องการรักษาอาชีพหรือผลประโยชน์ที่ได้รับอยู่เดิมไว้ต่อไป
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงมีแนวโน้มว่า นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบมากยิ่งขึ้น ผลที่ตามมา ก็คือ ทำให้รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชันมีรูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การปรับตัวของกระบวนการยุติธรรมของไทยกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ จึงเกิดปัญหาตามมา ก็คือ "กระบวนการยุติธรรมไทยวิ่งตามปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน"
ผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชัน จะขึ้นอยู่กับขนาดของการทุจริต แต่ขนาดของการทุจริตขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กระทำการทุจริต ซึ่งจะมีระดับความเข้มข้นแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น รูปแบบดั้งเดิม อาจจะมีตัวละครเพียงแค่ ข้าราชการ + นักธุรกิจเท่านั้น ครั้นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ตัวละครที่กระทำการทุจริตก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น นักการเมือง + ข้าราชการ + นักธุรกิจ หรือหากเป็นสังคมสุดโต่งที่เชิดชูตัวผู้นำแบบลืมหูลืมตาหรือลัทธิผู้นำเป็นใหญ่ และมีประชาธิปไตยแบบไร้เหตุไร้ผล ตัวละครที่จะกระทำการทุจริตจะมีเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นรัฐบาล (ผู้นำทางการเมืองและพวกพ้องบริวาร) + ข้าราชการ + กลุ่มนักธุรกิจคนใกล้ชิด เป็นต้น
การทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้มีแต่ผลด้านลบเท่านั้น เมื่อมองในเชิงมหภาค (Macro View) ตัวอย่างเช่น มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกหลายสำนักได้อธิบายว่า หากรัฐสามารถควบคุมระดับการทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ มันจะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนในการพัฒนาประเทศ แม้ว่าจะเป็นไปภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนเพียงบางกลุ่มเท่านั้นก็ตาม ซึ่งนักวิชาการกลุ่มนี้เรียกว่า การพัฒนาอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic Development) การมองเช่นนี้ของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ เขาจะไม่สนใจว่า ใครจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนา แต่เขาเหล่านั้นเชื่อว่ากลไกตลาด หรือ Demand และ Supply จะเป็นกลไกสามารถจัดการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระดับดังกล่าวได้
หากเรามองปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเปรียบเสมือนกับปรอทวัดความเสี่ยงของสังคม นั่นอาจหมายความว่า สังคมไทยกำลังป่วยหนัก ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงสูงยิ่ง ซึ่งผลการสำรวจของ PERC (Political and Economic Risk Consultancy Ltd.) เป็นตัวฟ้องได้อย่างดีว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยอยู่อันดับ 12 จากจำนวนทั้งหมด 13 ประเทศที่ถูกสำรวจ ได้แก่ ประเทศ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเก๊า ไต้หวัน มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ โดยไทยมีระดับความเสี่ยงในปี 2550 อยู่ที่ระดับ 8.03 และ 8.00 ในปี 2551 ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าประเทศอินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซียเสียอีก
คำถามคือ ทำไมรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งไม่อาจจะควบคุม และแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้ รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ไม่ต้องตอบ แต่แก้ไขปัญหานี้เลย
เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 20-07-52
ธรรมาภิบาลการเงินของคนด้อยโอกาส
โดย สุวิทย์ พูลศิลป์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ข่าวผ่านสื่อสาธารณะเกี่ยวกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะ 2 ที่ได้เสนอกระทรวงการคลังเพื่อประกาศใช้ในปีนี้ โดยหยิบยกประเด็นน่าสนใจในส่วนของการจัดตั้งสถาบันการเงินสำหรับกลุ่มคนฐานรากที่ยังด้อยโอกาสและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินในระบบปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ของเอกชน หรือธนาคารประเภทต่างๆ ของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ออมสิน SME หรือแม้แต่ ธ.ก.ส. ที่อยู่ใกล้ชิดพี่น้องเกษตรกรในชนบทก็ตาม
ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตารายละเอียดของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับนี้ของ ธปท. แต่โดยประสบการณ์ที่ผ่านมา กลุ่มคนฐานรากผู้เป็นประชาชนด้อยโอกาส หากนำหลักคิดเส้นความยากจน (Poverty - Line) ของสหประชาชาติ มาแบ่งแยกตามรายได้ประชาชนของบ้านเรา ผมคิดว่า คนยากจนในประเทศไทยถ้านับกันละเอียดจริงๆ น่าจะอยู่ใกล้หลัก 10 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย เทียบได้ถึง 10-15% ของคนไทยทั้งประเทศ คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า คนยากจนเหล่านี้ได้รับการดูแล หรือได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐได้ทั่วถึงขนาดไหน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการให้บริการต่างๆ ซึ่งผมเห็นว่า มีตัวอย่างดีๆ ที่แสดงถึงการให้โอกาสและความเป็นธรรมแก่คนยากจนของสถาบันการเงินในบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ ถ้ายังจำกันได้ก็คือ
ธนาคารกรามีนแบงก์ (Grameen Bank) และ ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนูส (ผู้ก่อตั้งธนาคาร และปัจจุบันยังดูแลรับผิดชอบธนาคารแห่งนี้อยู่) ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี ค.ศ.2006 (The Nobel Peace Prize for 2006) ซึ่งในคำประกาศให้รางวัล ณ กรุงออสโล (Oslo) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2549 สะท้อนชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจากครัวเรือนระดับล่าง โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า การให้สินเชื่อแก่ผู้กู้รายย่อย (Micro - credit) มาต่อสู้กับความยากจน เป็นหนทางนำไปสู่การพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย และการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน (human rights) ของประชาชนผู้ยากไร้ได้ สิ่งที่ กรามีนแบงก์ และยูนูส ลงมือกระทำ เป็นการให้โอกาสความเป็นธรรมทางการเงินแก่คนยากจน เจาะลึกลงไปถึงระดับคนขอทาน (Beggars) ในประเทศ แม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินเล็กน้อยไม่กี่ร้อยบาทต่อราย แต่มีคุณค่าใหญ่หลวงต่อความเป็นอยู่และการลุกขึ้นมาต่อสู้ชีวิตของคนเหล่านั้นในอนาคตข้างหน้า บางหมู่บ้านที่ผมเคยไปสัมผัสในบังกลาเทศ คนขอทานบางรายก็กลับมามีอาชีพใหม่ที่สุจริตและอยู่ร่วมกันในชุมชนได้อย่างปกติ
สำหรับบ้านเรา ก่อนหน้านี้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของ ธปท. ระยะแรก เมื่อราวปี พ.ศ.2547 มีความพยายามพูดถึงการจัดระบบขององค์กรการเงินในระดับฐานรากมาบ้างแล้ว องค์กรการเงินเหล่านั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งมีและไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ในหมู่บ้านกลุ่มสวัสดิการชุมชน สหกรณ์ประเภทต่างๆ ฯลฯ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการดำเนินงานแตกต่างกันออกไป ฉะนั้น การนำประเด็นจัดตั้งสถาบันการเงินใหม่เพื่อให้บริการแก่ผู้ไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากระบบสถาบันการเงินที่มีอยู่เดิม มาบรรจุไว้ในแผนฯ ระยะที่ 2 นี้ จึงควรค่าแก่การยกย่องและท้าทายประเด็นธรรมาภิบาลเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถาบันการเงินใหม่ของคนจนผู้ด้อยโอกาสจะเกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างในลักษณะใด หรือเป็นจริงเป็นจังได้ขนาดไหน ผมมีข้อคิดเห็นเบื้องต้นที่อยากเสนอเพิ่มเติมแก่สถาบันใหม่ในอนาคต คือ
ประการแรก การหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่คนจนหรือคนระดับฐานล่างสุดของพีระมิด นับเป็นกุศโลบายอันประเสริฐ ควรจะให้คนเหล่านั้นได้เข้าถึงการให้บริการมากที่สุด อย่าไปกังวลว่าคนจนจะมีปัญหาตามมาในการชำระคืนหนี้หรือไม่ เราควรต้องเชื่อมั่นและระลึกไว้ว่า แม้นพวกเขาเป็นคนยากจนแต่ใช่ว่าจะเป็นคนโกงไปทั้งหมด ดังนั้น การให้โอกาสทางการเงินแก่คนจนได้มีช่องทางหารายได้จากการประกอบอาชีพโดยสุจริต จะช่วยให้คนจนตระหนักและหวงแหนชื่อเสียงของตนไม่ให้เกิดความเสียหาย และจะรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุดเพื่อแลกกับโอกาสที่ได้รับ
ประการที่สอง ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร พนักงาน และผู้เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินใหม่นี้ ไม่ว่าจะดำรงบทบาทในฐานะเป็นตัวการ (Principal) หรือเป็นตัวแทน (Agent) ก็ตาม ท่านจะต้องมีความเป็นธรรมในการให้บริการ ไม่เอาเปรียบคนจน เพราะคนจนมีเพียงความเชื่อมั่นและความเชื่อถือไว้วางใจให้แก่ท่าน คนจนไม่มีสินทรัพย์หรือสินจ้างอื่นใดมาตอบแทนแลกเปลี่ยนได้ สถาบันการเงินใหม่นี้ จึงต้องตระหนักในคุณธรรม และจริยธรรมในการปฏิบัติต่อคนจนอย่างเท่าเทียมเสมอภาคด้วย
ประการที่สาม ในระยะยาว ภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายอุดหนุนสถาบันการเงินแห่งใหม่นี้ การจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากการดำเนินงาน ควรได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ด้อยโอกาสและผู้เห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านี้ มาร่วมด้วยช่วยกัน ขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรของพวกเขา เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไป การพยายามใช้การอุดหนุนของรัฐมากเท่าไร จะยิ่งซ้ำเติมการทำลายความเข้มแข็งและศักดิ์ศรีของคนเหล่านี้มากขึ้นเท่านั้น
นั่นคือ ความเห็นที่มีเจตนาจุดประกายก่อนลงมือทำ และขอทิ้งประเด็นส่งท้ายให้คิดว่า คนยากจนที่เรียกกันนั้น เป็นความคิดจากมุมมองด้านใดและเป็นมุมมองของใคร ตัวคนจนจริงๆ เขาอาจไม่จน ก็ได้ ใช่หรือไม่ ?
แผยแพร่ครั้งแรกที่กรุงเทพธุรกิจ 06-07-52
วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ปตท. แบบอย่างของการพัฒนารัฐวิสาหกิจ
ปี พ.ศ. 2521 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยรวมองค์การเชื้อเพลิงและองค์การก๊าซธรรมชาติเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก และเมื่อเกิดวิกฤติอีกครั้งในปี 2533 ที่อิรักบุกยึดคูเวต เกิดการกักตุนน้ำมันจนเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอยู่ทั่วไป รัฐบาลในขณะนั้น จึงได้มีนโยบายส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในกิจการน้ำมันมากขึ้น และทำให้เกิดผู้ค้าน้ำมันรายใหม่หลายรายติดตามมา การปิโตรเลียมฯ ต้องทำหน้าที่เป็นทั้ง "ผู้คานอำนาจ" กับบรรษัทค้าน้ำมันข้ามชาติ ควบคู่ไปกับการแข่งขันในเชิงธุรกิจด้วย
นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเสริมสร้างศักยภาพ ให้กับ ปตท. ซึ่งแตกต่างจากรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปที่มักเป็นธุรกิจผูกขาด ปตท. ในขณะนั้นตกอยู่ในการโอบล้อมของบริษัทน้ำมันข้ามชาติที่ยึดครองประเทศอยู่ ทั้งที่ตัวเองเป็นธุรกิจขนาดกลางมีทรัพย์สินเพียง 400 ล้านบาท ทำให้ ปตท. ต้องมีการปรับบทบาทเชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และแล้วกระบวนการแปรรูปการปิโตรเลียมฯ ก็ถูกจุดชนวนขึ้น ณ ตรงนั้นเอง
วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ช่วยกระตุ้นให้ ปตท. และบริษัทในเครือต้องเร่งปรับโครงสร้างขนานใหญ่ โดยการขวนขวายหาเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน ผลของวิกฤติเกิดการลอยตัวค่าเงินบาทจนทำให้หนี้สินต่อทุนของบริษัทพุ่งเป็น 5 ต่อ 1 ทำให้ยากที่จะกู้เงินเพิ่ม รวมทั้งภาระดอกเบี้ยที่ต้องชำระได้เพิ่มขึ้นมาก ปตท. ต้องเลือกวิธีการที่จะ 1. ยืนบนลำแข้งของตนเองด้วยการแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนทั้งจากในและต่างประเทศหรือ 2. การขอเงินงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล หรือ 3. กู้เงินให้รัฐค้ำประกันซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินให้แก่ภาครัฐมาก ขึ้นไปอีก
จากการแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2544 ปตท. กลายเป็นบริษัทมหาชนที่มีความคล่องตัวทางการเงินมากขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 20,000 ล้านบาท และเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน โดยยังมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เช่นเดิม ยุทธวิธียอมเสียส่วนน้อย (กระจายหุ้นบางส่วน) เพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ ทำให้อัตราหนี้สินต่อทุนของ ปตท. เหลือเพียง 2 ต่อ 1 และมีเงินสดที่สามารถเพิ่มทุนให้กับบริษัทในเครือที่ประสบปัญหาทางการเงิน อย่างสาหัส อาทิเช่น ไทยออยล์ ซึ่งมีทุนจดทะเบียนเพียง 20 ล้านบาท แต่มีหนี้สินเพิ่มขึ้นถึงเกือบแสนล้านบาท ในขณะนั้น ทั้งไทยออยล์และโรงกลั่นน้ำมันระยองตกอยู่ในอาการโคม่าที่ถูกบีบให้ขาย กิจการให้แก่บรรษัทข้ามชาติ ทำให้ ปตท. ต้องเข้าไปเพิ่มทุนเพื่อรักษาสมบัติโรงกลั่นไว้เป็นของคนไทย และก็สามารถแก้ไขจนสำเร็จเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ธุรกิจปิโตรเคมีของไทย อาทิเช่น บริษัทไทยโอเลฟินส์ บริษัทอะโรเมติกส์ ก็เช่นกัน ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถจ่ายคืนเงินกู้ได้ทั้งสิ้น ทางเลือกในขณะนั้นคือขายธุรกิจให้ต่างชาติไป แต่ ปตท. ได้ใช้เงินจากตลาดหลักทรัพย์เข้ามาช่วยเพิ่มทุนให้แก่บริษัทเหล่านี้
การต่อสู้ทั้งด้านพลังงานและปิโตรเคมีกับบรรษัท ข้ามชาติระดับโลก ได้สร้างความเข้มแข็งให้แก่ ปตท. จนกระทั่งสามารถขยายธุรกิจการวางท่อก๊าซธรรมชาติได้สำเร็จ หากไม่มีการต่อสู้ของ ปตท. อย่างทรหดอดทน ผมคิดว่าในวันนี้เราคงจะเจอแต่สถานีน้ำมันต่างชาติเรียงรายไปทุกถนน ในปัจจุบัน ปตท. กลายเป็นแหล่งใหญ่นำเงินรายได้ส่งรัฐปีละกว่าแสนล้านบาท ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรมพลังงานต่างให้ความเห็นว่า การแปรรูปเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ยกระดับ ปตท. ขึ้นเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่ผู้ถือหุ้นกว่าร้อยละ 68 เป็นคนไทย มีการประเมินกันว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ปตท. วันนี้คงมีกำไรเพียงปีละ 30,000-40,000 ล้านบาทเท่านั้น และคงไม่มีเงินเพียงพอจะไปซื้อบริษัทลูกต่างๆ ซึ่งคงตกไปเป็นของต่างชาติทั้งหมด
การพัฒนาเศรษฐกิจกับการบริโภคพลังงาน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กัน ผมทราบว่า ปตท. ได้วางงบประมาณลงทุนในปี 2551-2555 ไว้สูงถึง 900,000 ล้านบาท และในปี 2555-2563 จะต้องลงทุนสูงถึง 4 ล้านล้านบาท ทั้งการสำรวจขุดเจาะหาแหล่งพลังงานสำรอง พลังงานทดแทน ซึ่งอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ปตท. ต้องออกไประดมทุน (กู้เงิน) จากต่างประเทศด้วยเครดิตของตนเอง โดยไม่ต้องขอเงินจากรัฐบาลอีกต่อไป หากไม่มีการแปรรูป ในวันนี้ ปตท. คงต้องอาศัยแต่เงินของรัฐ เพื่อไปประกอบภารกิจข้างต้น
การดำรงธุรกิจอยู่ได้ในโลกเสรีนิยมยุคใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจพลังงาน นอกจากมีทุนเพียงพอในการขยายและพัฒนาธุรกิจแล้ว อีกบทบาทหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้แก่ธุรกิจ ก็คือ การบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล การที่บริษัทในกลุ่ม ปตท. ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทมหาชน จึงถูกตรวจสอบมากกว่าการเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนในอดีต เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ ปตท. ทั้งกลุ่มในปัจจุบันเป็นบริษัทที่นักลงทุนให้การยอมรับกันมากที่สุดในตลาด หลักทรัพย์ พร้อมกับการคว้ารางวัลแห่งความสำเร็จในระดับประเทศและนานาชาติอย่างมากมาย ด้วยการที่เป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อ สังคม
ปตท. เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนารัฐวิสาหกิจของไทย ผ่านการแปรรูปเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คนส่วนหนึ่งอาจตั้งข้อสังเกตว่า การขายหุ้น ปตท. ถือเป็นการเปิดประตูให้ทุนการเมืองเข้ามาฮุบกิจการของภาครัฐ แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง การแปรเป็นบริษัทมหาชนเป็นผลให้ ปตท. ยิ่งถูกตรวจสอบมากขึ้นและเข้มข้นมากขึ้นไปอีกจากภาคประชาชน รวมทั้งยังต้องดำเนินการตามกรอบ หลักเกณฑ์ และกติกาของตลาดหลักทรัพย์ ในขณะที่ ปตท. เองก็ยังต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบบัญชีจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกด้วย
ดังนั้น ภาคการเมืองจึงต้องระมัดระวังตัวอย่างมาก หากคิดจะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจพลังงาน
โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล
ต้นทุนทางการเมืองของประเทศไทย
ตรรกวิทยาของความไม่พอเพียงในระบบการเมืองของไทย ที่ผนวกกับกระแสทุนนิยมและการเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่เน้นการบริโภคที่เกินความจำเป็น มีผลทำให้วิถีชีวิตทางสังคมที่สวยงามแบบเดิมของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไป จากสังคมที่มีแต่ความอาทร ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การยิ้มแย้มแจ่มใส การรู้จักให้อภัย รักและเคารพในการเป็นคนไทยด้วยกันของคนในชาติ กลายเป็นสังคมที่มีแต่ความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสี แบ่งพวก กันอย่างชัดเจน ความรักและการเคารพกันในฐานะคนไทยด้วยกันหายไป ความเชื่อมั่นในสถาบันหลักที่ค้ำจุนประเทศ อาทิเช่น ศาล องคมนตรี และทหาร ถูกลดความน่าเชื่อถือลง กระทั่งความเชื่อในหลักการของเหตุผลของการกระทำถูกผิดของบุคคลก็ถูกบิดเบือน และถูกทำให้เป็นอื่นในฐานะของความหมายที่ผู้นำกลุ่มมวลชนนั้นๆ อยากให้เป็น
แน่นอนการขับเคลื่อนของระบบสังคมกับการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบครั้งนี้ เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเกิดขึ้นจากผลพวงของความพยายามที่จะพัฒนาโครงสร้างทางการเมืองของประเทศไปสู่ระบบการเมืองที่ดีกว่า มั่นคงกว่า มีเสถียรภาพมากกว่าตามแบบประชาธิปไตยในต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าไม่เกิดปัญหาของระบอบการปกครองของไทยในปัจจุบันที่นำไปสู่การเสื่อมศรัทธา และเสียความชอบธรรมของระบบ กล่าวคือ
1. ประเทศไทยยังคงมีปัญหาในเรื่องการใช้เงินซื้อเสียงของนักการเมือง เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจทางการเมือง มีการทุ่มเงินเพื่อที่จะชนะการเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมือง เพื่อนำไปสู่อำนาจต่อรองทางการเมือง
2. ระบบการเมืองไทยยังคงมีปัญหาเรื่องการแย่งตำแหน่งอำนาจ โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ อาทิเช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจ และการพาณิชย์
3. ประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างระบบการป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงรูปแบบใหม่ ที่อาศัยระบบการเมืองเข้าแทรกแซงการบริหารงานของระบบราชการ และ
4. นักการเมืองไทยยังไม่มีการพัฒนาความคิดที่หลุดไปจากกรอบของผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก ทั้งยังมีความพยายามในการสร้างวาทกรรมของการผูกขาดอำนาจทางการเมืองอย่างต่อเนื่องทุกระดับ ตั้งแต่การเมืองท้องถิ่นไปจนถึงการเมืองระดับชาติ
ซึ่งความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเหล่าของการพัฒนาการทางการเมืองทุกครั้งในอดีตของไทย ก็นำมาซึ่งต้นทุนของสังคมที่ประชาชนต้องสูญเสียทั้งในรูปของค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน และค่าเสียโอกาสของประเทศในการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งต้นทุนดังกล่าวที่ประชาชนต้องเสียไปโดยสังเขป อาจดูได้จาก
1. ตัวเงินงบประมาณ ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งที่รัฐต้องเสียไปจะมีวงเงินโดยเฉลี่ยที่มูลค่าสูงถึง 2.2 พันล้านบาท ถึง 2.4 พันล้านบาท ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
2. ค่าเสียเวลา และต้นทุนในการจัดการทางการเมือง ซึ่งสถาบันทางวิชาการ ตลอดจนนักวิชาการได้มีการประมาณการมูลค่าเม็ดเงิน และวงเงินที่ใช้ในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองโดยรวมว่ามีเม็ดเงินสะพัดสูงถึง 2-3 หมื่นล้านบาท กระจายไปสู่ทุกๆ กลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง
3. การชะงักงันของโครงการของรัฐ ซึ่งไม่ปรากฏตัวเลขยืนยันที่แน่นอน แต่อาจประมาณได้จากมูลค่าของโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ตามโครงการสร้างประเทศให้ทันสมัยของรัฐบาลชุดก่อน เป็นวงเงินถึง 61,943 ล้านบาท ไม่นับโครงการย่อยอื่นที่ต้องหยุดไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงชุดรัฐบาล
4. ค่าเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้า ซึ่งไม่อาจประมาณมูลค่าที่ชัดเจนเป็นตัวเงินได้แต่การที่ประเทศไม่มีความมั่นคงทางการเมือง ก็จะส่งผลโดยตรงต่อประเทศคู่เจรจาทางการค้าที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐในโครงการสำคัญต่างๆ
5. การสูญเสียความน่าเชื่อถือของบุคคล องค์กรต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนความสูญเสียเชิงสัญญะทางสังคมที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต และ
6. ความสูญเสียด้านสังคม เอกลักษณ์ และความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้และน่าจะเป็นความสูญเสียที่มีต้นทุนสูงมากที่สุด ในต้นทุนทางการเมืองที่ต้องสูญเสียทั้งหมด เพราะเกี่ยวเนื่องกับสังคมของคนในชาติ
ดังนี้แล้ว ในวันนี้ ประเทศไทยคงไม่มีเวลาที่จะสูญเสียผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอีกต่อไปได้แล้ว เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ต้นทุนทางการเมืองที่ประเทศใช้ไปมีมูลค่าสูงเกินกว่าผลได้ที่ประชาชนได้รับจากการบริหารงานของคนกลุ่มเล็กๆ ของประเทศ ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง จนเกิดปรากฏการณ์ของการแตกแยกของคนในประเทศเช่นวันนี้ หรือว่าจะถามหาถึงทางออก คำตอบคงไม่มีในระยะเวลาอันใกล้นี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องการความสามัคคี การมีส่วนร่วม มีความโปร่งใส มีฉันทามติ มีความรับผิดรับชอบ มีการสนองตอบต่อประชาชน เสมอภาคและอยู่ในหลักนิติธรรม และต้องมีคุณธรรมที่สูงพอ ซึ่งการเมืองไทยคงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 99 ปี ครับ
ธรรมาภิบาลกับ "รองเท้าบิน"
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในการรายงานข่าวของสื่อมวลชนทั่วโลก เป็นข่าวเล็กๆเกี่ยวกับการไล่และขว้างปารองเท้าใส่คณะผู้บริหารของธนาคารฟอร์ทิส ที่ประเทศเบลเยียม พร้อมกับเรียกร้องให้กรรมการลาออก เพราะผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งไม่พอใจกับการตัดสินใจของกรรมการที่ให้ขายธนาคารนี้ไปให้แก่กิจการธนาคารบีเอ็นพี เพริบาส ของฝรั่งเศส
แม้ว่าในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากจะลงมติด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 75 % ให้มีการขายกิจการดังกล่าวตามข้อเสนอของคณะผู้บริหารก็ตาม แต่ผู้บริหารกลับต้องเจอกับ "รองเท้าบิน" จากผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อย
คำถามก็คือขบวนการรองเท้าบินมาจากไหน? ผู้เขียนตั้งข้อสงสัยว่า กรณีนี้อาจเกี่ยวโยงกับอิทธิพลและผลสะเทือนระหว่างประเทศจากการขว้างรองเท้าของนักข่าวชาวอิรักต่อ นายจอร์จ บุช ในการแถลงข่าวอำลาตำแหน่งประธานาธิบดีที่ประเทศอิรักเมื่อปลายปีที่แล้ว
ผลสะเทือนทั่วโลกจากรองเท้าบินเพียงหนึ่งคู่ ได้เกิดการเลียนแบบต่อมาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน โดยมีการขว้างรองเท้าใส่ประธานาธิบดี หู จิน เทา ของจีนในการแถลงข่าวเยือนประเทศอังกฤษ
พัฒนาการรูปแบบการปาสิ่งของเข้าใส่บุคคลสาธารณะที่แสดงออกถึงการต่อต้านและขับไล่นี้ แต่ก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับการปามะเขือเทศ หรือไข่ในต่างประเทศ หรือในกรณีของประเทศไทยก็เคยมีการปาอุจจาระใส่ คุณอุทัย พิมพ์ใจชน รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ในขณะนั้น และการปาไข่ใส่ คุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีในการไปลงสนามช่วยหาเสียงให้กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่จังหวัดลำพูนและลำปางในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อคราวที่แล้ว โดยที่เรื่องเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจหรือแสดงความเป็นปรปักษ์ทางการเมือง แต่ภาคปฏิบัติการของการปารองเท้าในครั้งนี้ (แม้ว่าจะเกิดขึ้นที่เบลเยียมก็ตาม) เป็นการแสดงออกด้วยปฏิกิริยาที่ค่อนข้างก้าวร้าว และไม่ใคร่เป็นที่นิยมปฏิบัติกันก่อนหน้านี้ เกิดในภาคส่วนกิจการเอกชน
ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้ไหมที่การแสดงออกในการต่อต้านแบบนี้ได้รุกล้ำจากพื้นที่ทางการเมืองไปยังพื้นที่ที่เป็นการบริหารในภาคธุรกิจเอกชน โดยทั้งสองพื้นที่ข้างต้นนั้นเป็นการกระทำที่มาจากภาคประชาสังคม หรืออาจจะพูดอีกแบบหนึ่งว่า ภาคประชาสังคมได้ใช้เครื่องมือในทางการเมือง ที่เป็นเครื่องมือในทางตรง ไปใช้ปฏิบัติการในภาคส่วนอื่นที่เป็นชีวิตประจำวัน
ประเด็นต่อมาก็คือภาคธุรกิจในบ้านเรา เท่าที่เคยมีการแสดงออกถึงความไม่พอใจของผู้ถือหุ้นรายย่อย ต่อการประชุมใหญ่ของ อสมท.ที่ไม่เห็นด้วยต่อการแต่งตั้งบอร์ดเพิ่มเติมเมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงแค่การ ?วอล์คเอาท์? ออกจากที่ประชุมและเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นการตอบโต้ ซึ่งก็เกิดผลในทางปฏิบัติที่จะหยุดยั้ง หรือชะลอการตัดสินใจของที่ประชุมไว้ได้
แต่หากพิจารณากันต่อไปก็จะพบว่า ท่ามกลางการก่อการที่เป็นปฏิบัติการทางการเมืองของทั้งฝ่ายเสื้อเหลือง-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมกับเครือข่ายฝ่ายเสื้อแดง-แนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อขับไล่เผด็จการแห่งชาติ ที่ต่างฝ่ายต่างก็จัดสร้างเครือข่ายกลุ่มพลังทางการเมืองทั้งในระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน กับระบบประชาธิปไตยทางตรง โดยการเคลื่อนไหวแบบการชุมนุมมวลชนขนาดใหญ่ ตั้งแต่ปี 2548 เรื่อยมาจนปัจจุบัน ก็อาจจะเป็นการสะสมที่ยาวนานเพียงพอต่อการสร้างผลสะเทือนและขยายผลข้ามเขตแดนของพื้นที่ทางการเมือง ไปยังพื้นที่ของการดำเนินธุรกิจ เพราะฉะนั้นภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนไทยควรต้องระมัดระวังตั้งแต่นี้เป็นต้นไปในการจัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทมหาชน เพราะพัฒนาการการเลียนแบบรองเท้าบินแบบที่เกิดขึ้นกับธนาคารฟอร์ทิสของเบลเยียมที่กล่าวถึงข้างต้นอาจจะมาถึงประเทศไทยได้เหมือนกัน เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวมีต้นทุนในการดำเนินการค่อนข้างต่ำ แต่กลับมีผลสะเทือนทางสังคมค่อนข้างสูง เพราะทำให้กรรมการบริษัทได้รับความอับอายขายหน้าโดยที่ไม่สามารถอธิบายกับสังคมได้
แท้ที่จริงแล้วการเคลื่อนตัวของภาคประชาสังคมที่ปะทะกับกิจการเอกชน ในบ้านเรานั้น เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้โดยต่อเนื่องมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจการเอกชนขนาดใหญ่หรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยที่มีพัฒนาการที่ต่อเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวในการชุมนุมในทางการเมือง ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติการที่ก่อการขึ้นมาจากภาคประชาสังคม เช่นกัน
อนึ่ง ปฏิบัติการที่ต่อต้านต่อการดำเนินการของเอกชนนั้น หรือสินค้า หรือยี่ห้อสินค้าต่างๆในโลกทุนนิยมนั้น ก็เกิดขึ้นและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วเช่นกัน แต่การแสดงออกหรือภาคปฏิบัติการไม่ได้แสดงออกมาในลักษณะของการชุมนุมมวลชนขนาดใหญ่ แต่จะเป็นการแสดงออกในเชิงการสร้างสัญลักษณ์ ในการบอยคอต หรืออย่างมากก็เป็นการแสดงออกล้อเลียนที่เรียกในภาษาโฆษณาว่า cultural jamming ที่เรามักจะเห็นเป็นการล้อเลียนโฆษณาของยี่ห้อดังๆ โดยเฉพาะของต่างประเทศ
ผมยังไม่แน่ใจว่าโลกได้ก้าวมาถึง ณ จุดที่เครื่องมือที่แสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์หรือความไม่พอใจทางการเมืองจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่จะระบายความโกธรแค้นในโลกของธุรกิจแล้วหรือไม่ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมรองเท้าบินต่อที่ประชุมบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การทำแผนธรรมาภิบาลและทำแผนการควบคุมคอร์รัปชันด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง รวมทั้งการรายงานผลการดำเนินงานอย่างตรงไปตรงมา และที่สามารถตรวจสอบได้จริง อาจช่วยควบคุมพฤติกรรมการแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของผู้ถือหุ้นบางส่วนได้
โดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาลวันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552
ขอเรียนเชิญเข้าร่วมงานเปิดตัวเว็บไซต์
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาลและโครงการปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม ได้จัดงานเปิดตัว WWW.thaigoodgovernance.org เพื่อให้สารธารณชนโดยทั่วไปได้รู้จักและเข้าไปใช้บริการ โดยได้จัดเป็นกิจกรรมงานเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "วันนี้ของ คตส. กับก้าวที่สองของการพัฒนาธรรมาภิบาล" ในวันพุธที่ 22 เมษายน 2552 ณ ห้องกำแพงเพชร 2 โรงแรมโซฟีเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ เวลา 08.30-12.00น. โดยการจัดงานครั้งนี้ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาลและโครงการฯ ขอเรียนเชิญท่านร่วมเป็นเกียรติและเข้าร่วมเสวนาตามรายละเอียดดังนี้
ผู้ร่วมสนทนารับเชิญ คุณวิชา มหาคุณ, คุณสัก กอแสงเรือง และคุณเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
ดำเนินการเสวนา รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์
08.30-09.00น. ลงทะเบียน
09.00-09.05น. พิธีกรกล่าวนำเข้าสู่รายการ แนะนำกิจกรรมการเสวนาและกติการ่วม
แสดงความคิดเห็น/ซักถาม
09.05-09.10น. DVD นำสู่รายการและแนะนำผู้ดำเนินรายการ และผู้ร่วมสนทนาฃ
09.10-10.00น. คุยกันเบาๆ เล่าความหลัง และความก้าวหน้าของแต่ละคดีในวันนี้
10.00-11.00น. ผลที่เกิดขึ้นต่อการเมืองและสังคมไทย
11.00-12.00น. เปิดการซักถาม/แสดงความคิดเห็น
*** หมายเหตุ มีเอกสารประกอบการเปิดตัวเว็บไซต์
สำรองที่นั่งได้ที่ : 0-2541-4591(ภายวันที่ 20 เมษายน 2552)
วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552
นักการเมือง หยุดทำร้ายรัฐวิสาหกิจ !
โดย : รองศาสตราจารย์ ดร. ต่อตระกูล ยมนาค
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ระหว่างปี พ.ศ.2550 ช่วงรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มีพนักงานรัฐวิสาหกิจหลายแห่งลุกขึ้นมาขอเพียงให้องค์กรของตนมีการบริหารที่ดีมีธรรมาภิบาล
ในยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ ปี พ.ศ. 2552 จะมีไหม แห่งไหนที่อาจจะเรียกร้องมากขึ้นว่า
นักการเมือง หยุดทำร้ายรัฐวิสาหกิจของเราเสียที !
เลิกส่งพรรค และพวก มาเป็นกรรมการ
รัฐวิสาหกิจของประเทศไทยมีจำนวนถึง 58 แห่ง โดยรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดูแล โดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนรัฐมนตรีๆ ก็จะมีสิทธิเสนอบุคคลของตนเข้าเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นๆ โดยรัฐมนตรีมักจะส่งญาติ เพื่อน คนในพรรคการเมือง (ต้องยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง) ที่รวมเรียกว่าส่งพรรคและพวกเข้าไปเป็นกรรมการ รัฐมนตรีมักจะเป็นคนกำหนดว่าประธานกรรมการซึ่งจะมีอำนาจมหาศาลว่าจะเป็นใคร
ทั้งนี้ นักการเมืองและรัฐมนตรีมักจะให้เหตุผลว่า เมื่อประชาชนเลือกเขาเข้ามาบริหารกิจการบ้านเมือง ก็คงหมายความว่าให้เขาดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจ อันเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความผาสุกแก่ประชาชนโดยตรงด้วย แท้ที่จริงแล้วหากดูรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้ดีจ่ายเงินเดือนและโบนัสให้กับกรรมการบริษัทได้มากกว่าล้านบาทต่อปี เช่น รัฐวิสาหกิจที่ดูแลโดยกระทรวงคมนาคม พลังงาน สาธารณูปการ และสาขาสื่อสารนั้น จะมีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ที่มีอาชีพแปลกๆ แต่ไม่ได้มีความรู้ ความชำนาญทางธุรกิจ หรือเทคนิคที่จะให้ประโยชน์แก่กิจการรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เลย ถูกรัฐมนตรีแต่งตั้งเข้าไปเพื่อเป็นการตอบแทนบุคคลที่เคยมีพระคุณเสียเป็นส่วนใหญ่
ลองดูรายชื่อในรัฐวิสาหกิจที่เคยมีรายได้ดี แต่ผลประกอบการจะเสื่อมถอยไปเรื่อยๆ จะเห็นว่ามีกรรมการฯ ที่ถูกแต่งตั้งโดยคุณสมบัติที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับหน้าที่กรรมการ ดังเช่น เพราะเคยเป็นอาจารย์ที่เคยช่วยเหลือให้ปริญญาพิเศษแก่ตนบ้าง เพราะเคยเป็นนักธุรกิจที่เคยอุดหนุนค้ำจุนกันมาบ้าง เพราะเป็นญาติของเลขาฯ หรือผู้ใกล้ชิดบ้าง หรือเพราะเป็นคนสนิทที่มีหน้าที่ประจำในการหาเงินส่งเข้าพรรคบ้าง หน้าที่เป็นกรรมการฯ เพื่อหาเงินส่งให้พรรคนี้ มักเป็นข้อขัดแย้งสำคัญ แม้ในยุคที่หัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้นำทำการทุจริตเสียเองก็ตาม เพราะรัฐมนตรีที่มาจากพรรคร่วม ก็จะไม่นำส่งรายได้เข้ากองกลาง แต่จะไปเก็บไว้เป็นทุนของพรรคร่วม หรือไปเก็บไว้ในกลุ่มของตน มุ้งในพรรครัฐบาล เพื่อใช้เป็นทุนหาเสียงครั้งต่อไป หากครั้งใดทำพลาด ถูกสื่อหรือภาคประชาชนเปิดโปงขึ้นมา ก็จะเห็นว่ามีบ่อยๆ ที่รัฐมนตรีผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นจะได้รับโทษโดยการให้หลุดจากรัฐมนตรีกระทรวงที่มีรัฐวิสาหกิจดีๆ ไปเป็นรัฐมนตรีลอย ไม่มีอำนาจหากินได้ต่อไป โดยให้ไปเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี !
กรรมการรัฐวิสาหกิจน่าจะมีความสำคัญมากต่อการดำเนินธุรกิจของรัฐวิสาหกิจให้ก้าวหน้าและมีผลประกอบการดีเช่นเดียวกันกับกรรมการของบริษัทมหาชนต่างๆ ทั่วโลก ที่มีผู้ถือหุ้นหรือผู้ที่จะตัดสินใจเข้าลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทใดๆ ก็จะต้องแข่งขันกันว่าบริษัทใดมีประธานกรรมการและคณะกรรมการที่เก่งกาจกว่ากัน
ในบรรดารัฐวิสาหกิจที่มีการจัดการบริหารที่ดี จะสามารถนำเงินผลกำไรส่งเข้าเป็นรายได้ของรัฐแต่ละปีเกือบ 100,000 ล้านบาทต่อปี นับเป็นรายได้ที่สำคัญของรายได้ในงบประมาณของราชการ แต่รัฐวิสาหกิจที่บริหารดีโปร่งใสมีน้อยราย ในรัฐวิสาหกิจที่มีพรรคพวกนักการเมืองเข้าไปนั่งบริหารในคณะกรรมการบริษัทมาก รายได้ที่เคยมีผลกำไรส่งรัฐบาลกลับมีผลประกอบการตกต่ำ
บางแห่งมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นขาดทุนได้ รัฐวิสาหกิจที่มีกรรมการบริษัทได้จากข้าราชการ นักบริหารธุรกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิในด้านวิชาการต่างๆ และมีการดูแลให้เป็นไปตามข้อกำหนดบรรษัทภิบาลที่ดี อย่างเช่น ปตท. สามารถส่งเงินเข้ารัฐบาลได้ถึง 73,346 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2550 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตส่งเงินเข้ารัฐได้ 29,947 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2550 (ปตท. และ กฟผ.กำกับดูแลโดยกระทรวงพลังงาน) 2 รายนี้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการดี 2 อันดับต้นๆ ของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเป็นอันดับต้นๆ 2 อันดับแรก ได้แก่ ร.ฟ.ท. (การรถไฟแห่งประเทศไทย) และ ขสมก. (องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ) ขาดทุนในปี พ.ศ.2550 พอๆ กันทั้งคู่ รวมแล้วเป็นเงินถึง 12,158 หมื่นล้านบาท (ร.ฟ.ท. และ ขสมก. อยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม)
ถ้านำรายชื่อและคุณวุฒิของประธานกรรมการและกรรมการบริษัท ของรัฐวิสาหกิจที่บริหารจัดการดีมีกำไร 2 อันดับแรก คือ ปตท. และ กฟผ. มาเปรียบเทียบ กับรายชื่อและคุณวุฒิของประธานและกรรมการบริษัทที่ขาดทุนต่อเนื่อง 2 อันดับแรก คือ ร.ฟ.ท.และ ขสมก. มาเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นเหตุส่วนหนึ่งส่งผลให้ผลประกอบการถึงได้แตกต่างกันอย่างมากมายดังนั้น กรรมการรัฐวิสาหกิจ จึงไม่ใช่ที่ที่รัฐมนตรีจะใช้เป็นตำแหน่งตอบแทนผู้มีพระคุณอีกต่อไป หรือเป็นเก้าอี้ที่จะยกย่องบุคคลใกล้ชิดที่ตนเองสนิทสนม หากรัฐมนตรีหรือนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดที่มีอำนาจประสงค์ในเหตุผลโดยบริสุทธิ์ใจ 2 ประการข้างต้นนี้ ขอเสนอว่าให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่ใกล้ชิดไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานกรรมการบริษัท ให้ได้เงินเดือนและสิทธิประโยชน์เกือบเท่าหรือเท่ากับกรรมการบริษัทก็ได้ แต่ไม่ต้องไปนั่งบริหารใช้ความคิดให้หนักสมอง แล้วให้คนดีมีฝีมือได้เข้าไปทำหน้าที่ใช้ความคิด นำรัฐวิสาหกิจให้ก้าวหน้ามีผลประกอบการดีขึ้น
การนั่งเป็นกรรมการบริษัทของรัฐวิสาหกิจยังเสี่ยงต่อการได้รับโทษจำคุกและโทษปรับได้เป็นร้อยเป็นพันล้านบาท การนั่งประชุมร่วมลงมติใดๆ ไปที่ภายหลังพบว่ามีผลเสียหายต่อรัฐวิสาหกิจนั้น แม้จะไม่ได้เจตนาทุจริตก็ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 157) มีโทษจำคุกได้ถึง 10 ปี และหากกรรมการทุจริตอีกด้วยโดยร่วมมือกับนักการเมืองก็จะต้องขึ้นศาลฎีกาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ตัดสินรวดเร็วศาลเดียวไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา
มีรัฐมนตรีท่านหนึ่งในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวว่า ในช่วงที่ท่านเป็นรัฐมนตรี ว่าท่านได้ทำคุณประโยชน์ให้กิจการของรัฐแห่งหนึ่ง มีผลกำไรขึ้นมาเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ตั้งหน่วยงานขึ้นมาหลายสิบปี ข้าราชการมารายงานว่าเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่รัฐมนตรีไม่ได้ส่งคนของการเมืองเข้ามาแทรกแซง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากองค์กรของเขา
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 16-01-52
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552
ฤๅจะอุ้มการบินไทย (ต่อ)
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2552 เจาะลึกรายงานว่า สาเหตุของปัญหาในการบินไทยเกิดจากนักการเมือง บอร์ด และฝ่ายบริหารเป็นต้นตอ โดยการสั่งซื้อเครื่องบินทุกปีสร้างภาระฐานะการเงิน
ในช่วง 7 ปี รัฐบาลทักษิณมีการสั่งซื้อเครื่องบินถึง 55 ลำ วงเงินกว่า 2.6 แสนล้าน ยุค "สุริยะ" นั่ง รมต.คมนาคม "ทนง" ประธานบอร์ด เป็นเวลา 3 ปี ได้สั่งซื้อกว่า 2 แสนล้านบาท
ขณะที่ฝ่ายบริหารกอดคอกับฝ่ายการเมืองยุครัฐบาล "สมชาย" ใช้ที่ประชุม ครม. สัญจรเชียงใหม่รื้อมติ ครม.สมัย คมช. จาก "เช่า" เครื่องแอร์บัส 8 ลำ มาเป็น "เช่าซื้อ" แทน วงเงิน 720 ล้านดอลลาร์ อันเป็นต้นเหตุองค์กรทรุดหนักยิ่งขึ้น
ในข่าวเจาะลึกของ "กรุงเทพธุรกิจ" ระบุว่า ครม. ตั้งแต่ปี 2544-2550 หรือช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ได้มีมติจัดซื้อเครื่องบินเป็นจำนวนทั้งสิ้น 55 ลำ เป็นเงินเกือบ 2 แสนล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่ใช้เงินจำนวนมาก การจัดหาฝูงบินของการบินไทยส่วนใหญ่เป็นการซื้อตามนโยบายทางการเมือง
เฉพาะในช่วงปี 2547 สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดร.ทนง พิทยะ เป็นประธานกรรมการ นายกนก อภิรดี เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ได้มีการสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ 14 ลำ มูลค่า 96,355 ล้านบาท แบ่งเป็นเครื่องบินโบอิง 777-200 ER จำนวน 6 ลำ แอร์บัส เอ 380 จำนวน 6 ลำ แอร์บัส เอ 340-600 จำนวน 1 ลำ และแอร์บัส 340-500 จำนวน 1 ลำ
กรณีที่เกิดขึ้นกับการบินไทยมีความคล้ายคลึงกับกรณีสายการบิน Aerolineas Argentinas ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของอาร์เจนตินาที่บินทั้งภายในประเทศ และบินข้ามทวีป โดยครอบคลุมร้อยละ 80 ของการบินในประเทศ และร้อยละ 40 ของการบินระหว่างประเทศ มีกำไรจากการประกอบการร้อยละ 5.6 ต่อปี
ประธานาธิบดีเมเนมได้ใช้คำสั่งของประธานาธิบดีขาย Aerolineas Argentinas ซึ่งเป็นเจ้าของศูนย์การฝึกสอนการบินที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา
ในการขายสายการบิน Aerolineas Argentinas ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอาร์เจนตินานั้น นายแอนโทนี ฟายย่า ได้เขียนรายงานไว้ในหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ฉบับประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2001 ว่า
สายการบินแห่งชาติอาร์เจนตินา มีเครื่องบิน 28 ลำมีศูนย์ฝึกนักบินที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา มีสำนักงานหรูอยู่ที่ ร๊อกกี้เฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ ในใจกลางเมืองนิวยอร์กและโรม เป็นเจ้าของสิทธิเส้นทางบินคิดเป็นมูลค่าตลาด 800 ล้านดอลลาร์ แต่ก่อนแปรรูปสิทธิเส้นทางบินนี้ถูกบริษัทเงินทุนเมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ของอเมริกาตีราคาไว้เพียง 60 ล้านดอลลาร์
ประธานาธิบดีเมเนมได้ขายไปให้สายการบินไอบีเรียของรัฐบาลสเปน เป็นเงินแค่ 260 ล้านดอลลาร์ โดยยอมให้ขายเครื่องบินโบอิง 747s เพื่อนำเงินมาวางมัดจำ และสามารถใช้เครื่องบินทั้งหมดมาค้ำประกันเงินกู้แล้วโอนให้เป็นหนี้ของบริษัท
ในการขายครั้งนี้ได้ลงบัญชีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการขายเป็นเงินสูงถึง 80 ล้านดอลลาร์
ในการขายครั้งนี้ได้ตีราคาเครื่องบินโบอิง 707 จำนวน 2 ลำ ที่มีอายุ 10 ปี ในราคาเพียง 1.57 ดอลลาร์ หลังจากหักค่าเสื่อมออกไป
เมื่อไอบีเรียซื้อกิจการไปแล้วก็ได้ขายเครื่องบินไปเกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียง 1 ลำเท่านั้น นับเป็นโศกนาฏกรรมและบทเรียนของชาวอาร์เจนตินาผู้จ่ายภาษีอากรมาให้นักการเมืองฉ้อฉลร่วมกันปล้นไปให้ต่างชาติขายกิน แล้วตัวเองร่ำรวยบนคราบน้ำตา และความหิวโหยของประชาชน
ปัจจุบันสายการบินอาร์เจนตินาอยู่ในสภาพกึ่งล้มละลาย เพราะสายการบินไอบีเรียของรัฐบาลสเปนได้ขายต่อโดยโยนหนี้ให้รัฐบาลอาร์เจนตินารับไป กลุ่มที่มาซื้อ คือ Air Comet a Consortium ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเจ้าของสายการบินเอกชนในเครือสเปนแอร์ (Spanair) ร่วมกับกลุ่มแอร์ พลัส (Air Plus) และแทรฟเวิล โอเปอร์เรเตอร์ เวียเฮส มาซานส์ (Travel Operator Viajes Marsans) โดยถือหุ้นทั้งสิ้น 92.1%
กรณีศึกษา 2 กรณีนี้ น่าจะนำไปสู่คำถามว่ารัฐบาลหรือกระทรวงการคลังยังสมควรที่จะ "อุ้ม" การบินไทยต่อไป โดยการค้ำประกันเงินกู้เฉพาะหน้าไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาทหรือไม่ หากยังไม่มีมาตรการป้องกันการเมืองเข้ามาแทรกแซงการจัดซื้อด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจ เพราะว่าประวัติศาสตร์ก็อาจจะกลับมาซ้ำรอยอีก และผู้ที่รับภาระ ก็คือ ประชาชนผู้จ่ายภาษีอากรอย่างเราๆ นั่นเอง
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 02-03-52
