วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

การขายสมบัติชาติ

โดย ทวีศักดิ์ รักยิ่ง
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

จากการที่ผมได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารัฐวิสาหกิจของไทย ซึ่งมีพัฒนาการตั้งแต่การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจของไทย เมื่อ พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีรัฐวิสาหกิจจำนวน 100 กว่าแห่ง ปัจจุบันเหลืออยู่ 58 แห่ง นโยบายของรัฐบาลแต่ละสมัย พร้อมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่แผนที่ 1 พ.ศ.2504-2509 ถึงปัจจุบัน ก็ต้องการที่จะส่งเสริมรัฐวิสาหกิจให้มีการบริหารแบบเอกชนเพิ่มขึ้นโดยการจ้างเอกชนดำเนินการบ้าง ให้สัมปทานบ้าง หรือแม้กระทั่งการแปรรูปให้เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กำหนดให้ไทยดำเนินการ



เราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศของเราได้เลือกระบบเศรษฐกิจของประเทศแบบระบบตลาดเสรี และประเทศได้อยู่ในระบบนี้มานานพอสมควรแล้ว ทำให้เราต้องปรับตัวไปกับระบบนี้ของกระแสการเปลี่ยนแปลงแข่งขันของโลกอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากย่อมจะมีฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต่างฝ่ายต่างสร้างวาทกรรมขึ้นมารองรับความคิดเห็นของฝ่ายตนเอง ดังเช่นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฝ่ายต่อต้านจะสร้างวาทกรรมว่าเป็นการขายสมบัติชาติ ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยก็ได้สร้างวาทกรรมว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งสองฝ่ายมองจากเหตุการณ์ที่ประสบในปัจจุบันในภาพกว้างที่ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลจากสื่อได้ แต่ไม่ได้มองลงไปในรายละเอียดและไม่ได้มองลงไปในการแก้ไขปัญหา



วันนี้ผมจะพูดถึงวาทกรรม : การขายสมบัติของชาติถ้าเรามองกันว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นการขายสมบัติชาตินั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการให้เอกชนต่างชาติเข้ามาขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หรือการให้เอกชนได้รับสัมปทานภูเขาทั้งลูกระเบิดไปทำหิน ทำปูนซึ่งดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นการขายสมบัติชาติมากกว่าหรือไม่ ทั้งๆที่ดำเนินการโดยเอกชนได้รับประโยชน์ไปเต็ม 100%



ส่วนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น รัฐเองยังเป็นเจ้าของส่วนใหญ่มากกว่า 50% อยู่ รัฐถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม บางแห่งมากกว่า 80% ด้วยซ้ำผลประโยชน์ที่ได้ก็ตกอยู่กับรัฐเป็นส่วนใหญ่และถ้ามองอีกมุมหนึ่งเมื่อมีการแปรรูปแล้วกิจการดำเนินการได้ดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้น อย่างเช่นปตท. นอกจากสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศแล้ว โดยได้มีการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลดำเนินงานก็ก้าวกระโดดขึ้นจากเดิมมีทรัพย์สินเพียง 2 แสนล้านบาท และเงินนำส่งรัฐปีละ 1 หมื่นล้านบาทก่อนการแปรรูปปัจจุบันมีทรัพย์สินประมาณ 9 แสนล้านบาทและเงินนำส่งรัฐประมาณปีละ 6 หมื่นล้านบาทประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นนี้กลับเข้าสู่รัฐเป็นส่วนใหญ่ทั้งรายได้และมูลค่าทรัพย์สินของรัฐที่เพิ่มขึ้นนี่น่าจะเป็นการทำประโยชน์ให้แก่สมบัติของชาติมากกว่าหรือไม่



อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากให้มองกันให้มากขึ้น คือการคอร์รัปชันในรัฐวิสาหกิจ ถ้าเปรียบเทียบกันว่าแปรรูปเป็นการขายสมบัติชาติแต่การดำเนินการปัจจุบันที่มีการคอร์รัปชันกันถือว่าเป็นการโกงชาติหรือไม่ งบประมาณการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดปีละกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เราสูญเสียไปเท่าใดจากการคอร์รัปชันทั้งในระดับการเมือง กรรมการ ผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งระดับพนักงานที่ทำงานกันแบบเช้าชามเย็นชามทำงานปกติไม่เต็มเวลา และมีการเบิกจ่ายค่าล่วงเวลากัน เหล่านี้ก็ถือเป็นการคอร์รัปชันเช่นกันต่างคนต่างเอาประโยชน์จากองค์กร ไม่มีใครมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง กระบวนการตรวจสอบของเราเป็นระบบตั้งรับ เข้าไปได้ไม่ถึงทุกกระบวนการ รัฐวิสาหกิจจะถูกตรวจสอบเพียงจากกระทรวงสังกัด รวมถึงกระทรวงการคลังที่กำกับดูแล และ สตง.เท่านั้น



แต่เมื่อรัฐวิสาหกิจแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากการตรวจสอบดังกล่าวมาแล้วยังถูกตรวจสอบเพิ่มเติมจาก ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์ฯ, นักวิเคราะห์หลักทรัพย์, องค์กรRating ทั้งในและต่างประเทศ, สมาคมนักลงทุนไทย รวมถึงที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ถือหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาด้วยผลดำเนินงานที่ดีขึ้น ตัวอย่างที่เราเห็นกันเมื่อปีที่แล้วที่ อสมท นักการเมืองต้องการเปลี่ยน Board เพื่อวัตถุประสงค์ไม่ดีต่อองค์กรแต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ยอม ช่วยกันคัดค้านในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทำให้การเปลี่ยน Board ครั้งนั้นไม่สามารถทำได้สำเร็จ



นอกจากนั้น ถ้าเรามองในเชิงโอกาส การที่รัฐวิสาหกิจซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันทั้งหมด กว่า7 ล้านล้านบาท การเสียหายจากการขาดประสิทธิภาพน่าจะมีจำนวนมาก แต่บางแห่งมักจะอ้างว่าเป็นการบริการสังคมทำให้ขาดทุนเราควรจะมีการศึกษากันอย่างจริงจังในรัฐวิสาหกิจทุกแห่งว่าเป็นการขาดทุนจากการบริการสังคมเท่าใด และขาดทุนจากการบริหารจัดการเท่าใด นำมาเปิดเผยต่อสังคมให้รับทราบแต่ถ้ารัฐวิสาหกิจนั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้องรายงานให้ผู้ถือหุ้นทราบผลการดำเนินงานโดยละเอียด ถ้าเราลองเปรียบเทียบง่ายๆ เช่นบริษัททีโอทีของไทยกับเทเลคอมมาเลเซีย ของเขามีผลตอบแทนต่อทรัพย์สินสูงกว่าของเราถึง 2 เท่า บริษัท กสทโทรคมนาคมของเราเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ผลตอบแทนต่อทรัพย์สินของสิงคโปร์ก็สูงกว่าเราเช่นกัน และถ้าเราลองมองลงลึกไปอีกขั้น รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีการจัดตั้งบริษัทลูกและนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต, ปตท.แม้กระทั่งการประปา จะเห็นว่าบริษัทลูกเหล่านั้นไม่ก่อปัญหาทางด้านการเงินให้แก่ภาครัฐและมีผลการดำเนินงานที่ดี



ผมคิดว่าผู้คนที่เกี่ยวข้องในประเทศของเราควรที่จะมานั่งคุยกันในการแก้ปัญหามากกว่าคิดจะต่อต้านแล้วสร้างวาทกรรมการขายสมบัติชาติมาสนับสนุน จะเกิดคุณูปการต่อประเทศมากกว่า หรือจะปล่อยให้โกงชาติต่อไปสิ่งใดที่ทำไปแล้วไม่ดี บกพร่องก็สร้างกติกาใหม่หรือสิ่งใดลืมพิจารณาไปก็ควรนำมาพิจารณาไว้ดังเช่นเหตุการณ์ปัจจุบันที่การบินไทย กรรมการของบริษัทมีการขนกระเป๋า 40 ใบ โดยไม่ผ่านกระบวนการศุลกากร โดยใช้อำนาจของกรรมการการกระทำการดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเราควรช่วยกันหาทางป้องกันร่วมกัน



อย่าลืมว่าประโยชน์ของการแปรรูปไปเป็นเอกชนอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือหยุดการโกงเพราะนั่นคือโรคที่กำลังรุมเร้าประเทศไทยอย่างรุนแรง คือการคอร์รัปชัน ต้องหยุดให้ได้ถ้าหยุดได้ประเทศไทยไปรอด อย่างอื่นค่อยมาแก้ทีหลัง



ที่มา: ASTVผู้จัดการรายวัน 26-01-2553

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น