แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทำไมต้องหยุดใช้การประมูลแบบอีออคชั่น กับโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน

โดย รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค

ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

การประมูลแบบอีออคชั่น มาจากคำเต็มภาษาไทย ว่า ระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (eAuction) ระบบนี้ คือ การให้ผู้ขาย หรือผู้รับเหมางานราชการ ไม่ต้องมายื่นราคาแบบใส่ซองปิดผนึก แต่ให้เสนอผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ โดยนั่งเคาะราคาแข่งประมูลกันได้หน้าจอ คอมพิวเตอร์ ใครเคาะราคาต่ำสุดก็จะได้งานไป

อีออคชั่น ถูกนำมาใช้ในปี พ.ศ. 2549 ในยุครัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ในยุคที่นายกรัฐมนตรีสั่งแล้ว ข้าราชการผู้ใดไม่รีบดำเนินการ ก็จะมีภัย ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเดียวในโลกที่เร่งรีบใช้ อีออคชั่นกับงานจัดซื้อจัดจ้างทุกประเภท ตั้งแต่วงเงิน 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งหมายความว่า งานประมูลก่อสร้าง สัญญา แสนล้าน ทำรถไฟใต้ดิน หรือสร้างสนามบินใหม่ หรือจะเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ก็จะใช้วิธีเคาะเสนอราคา วิธีเดียวกันทั้งหมด โดยข้าราชการต้องรีบทำ ไม่กล้าทักท้วง แม้รู้ว่าผิดก็ต้องทำไปก่อน เช่นคำที่นายกฯ ทักษิณใช้เรียกว่า อีออคชั่น นั้นก็ผิดไม่ถูกต้องก็ไม่มีใครกล้าทักท้วง ที่จริงคำว่า ออคชั่น (Auction) นั้น ใช้กับการประมูลแข่งขันราคาเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด อาทิเช่น ใช้ในการประมูล ภาพเขียน ประมูลซื้อของส่วนตัวคนสำคัญ เป็นต้น แต่เวลาที่นำมาใช้กับการประมูลงานราชการ เราจัดประกวดราคาเพื่อให้ได้ คนที่จะเสนอราคา ค่าทำงาน หรือจัดสินค้าให้ราชการในราคาต่ำสุด ในที่สุด ก็ต้องแก้คำศัพท์ให้ถูกต้อง โดยต้องให้มีชื่อที่ท่านนายกฯ ได้มีการตั้งชื่อไว้แล้วว่า อีออคชั่น ต้องยังคงอยู่ โดยให้เติมไปเป็น คำว่า "รีเวิร์ส อีออคชั่น" (Reverse e-Auction)

แม้แต่ธนาคารโลก ก็ยังประหลาดใจในระบบอีออคชั่น แบบไทยๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้แทนธนาคารโลกประจำประเทศไทยได้ชี้ว่าประเทศไทยต้องทบทวนวิธีจัดซื้อจัด จ้างด้วยวิธีประมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรืออีออคชั่นใหม่ เพราะวิธีอีออคชั่นของไทยแตกต่างจากต่างประเทศในโลกมาก ที่ใช้ระบบอีออคชั่นกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าทุกประเภท ขณะที่ประเทศอื่นใช้เฉพาะการจัดซื้อครุภัณฑ์ ทั้งยังไม่ได้ลดการรั่วไหลของเม็ดเงินและแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ ที่สำคัญ แม้จะใช้วิธีนี้เมื่อถึงเวลาประมูลก็ยังมีช่องทางให้เกิดการสมรู้ร่วมคิด ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล ผู้แทนธนาคารโลกจึงแนะนำให้ใช้วิธีอื่น

หลักการที่ไทยนำมาใช้ ที่อ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล (ฮั้ว) ก็ไม่ได้ผล เมื่อนำมาใช้ ก็เกิดปัญหา ยิ่งกว่าระบบ เปิดซองประมูลเดิม ฮั้วได้สะดวก ยิ่งกว่าเดิม เพราะการทำระบบอีออคชั่นจริงๆ แล้ว ในปัจจุบันจะเป็นระบบ ที่ผู้เสนอราคาต้องไปรวมตัวกันในสถานที่ที่กำหนด คือ ตลาดกลาง แล้วไปนั่งในห้องที่มีคอมพิวเตอร์ให้เคาะราคากัน ดังนั้น ก็ไม่แตกต่างกับการต้องไปปรากฏตัวยื่นซองประกวดราคาตามแบบเดิม และมีการตกลงสมยอมราคาก่อนเริ่มต้นประมูลที่ตลาดกลางกันได้สะดวก เห็นได้ชัดจากว่าผลการเคาะราคาประมูลงานก่อสร้าง ภายหลังการใช้ระบบอีออคชั่น ผู้ชนะงานก่อสร้างมักจะมีราคาใกล้เคียงกับราคากลาง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในการประมูลแบบยื่นซองยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากหนึ่ง ในหลายร้อยผลการประมูล อาทิเช่น ผลการประมูลแบบอีออคชั่น ในงานก่อสร้างถนนลาดยาง ที่จังหวัดชัยนาท เมื่อมีนาคม 2551 ที่มีราคากลาง 5,000,000 บาท

มีผู้เข้าประมูลเคาะราคา 4 ราย รายที่ชนะประมูลไปเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางไปเพียง 1,000 บาท (เสนอ 4,899,000) ผู้เสนอรายที่ 2 สูงกว่าผู้เสนอรายที่ 1 เพียง 500 บาท (เสนอ 4,899,500) ผู้เสนอรายที่ 3 (เสนอ 4,899,700) และผู้เสนอรายที่ 4 (เสนอ 4,899,900) ราคาต่างกันเพียง 200 บาท ผลแบบนี้แสดงว่าไม่ได้มีการแข่งขันกันอย่างแน่นอน เรียกกันว่า งานนี้ฮั้วกันสำเร็จ

ผลการประมูลทั่วประเทศ ก็ไม่ต่างจากตัวอย่างที่นำมาให้ดูนี้เท่าใดนัก หาดูได้อีกมากจากผลการประมูลทั่วประเทศ ที่จะมีประกาศในเว็บของหน่วยราชการนั้นๆ เป็นการแสดงความโปร่งใสของผู้บริหารว่าไม่มีเจตนาจะปกปิดผลการประมูล แต่ก็ไม่ช่วยให้การโกงหมดไป หากยังใช้ระบบอีออคชั่น อยู่ที่เอื้อต่อการฮั้ว มากกว่าเดิมเสียอีก

ปัญหาในการใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์ อีออคชั่น ที่นำมาใช้ในประเทศไทย ยังมีอีกมาก ที่หลายฝ่ายทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังร่วมกันยื่นข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้ทราบปัญหาที่วงการธุรกิจประสบอยู่ โดยยอมรับว่าระบบอีออคชั่นนั้นมีประโยชน์ และใช้ได้กับการจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ทั่วไปที่เป็นของประเภทครุภัณฑ์มาตรฐาน (Common Goods) อาทิเช่น โต๊ะ เก้าอี้ กระดาษ ซึ่งไม่มีความซ้ำซ้อนและไม่มีวงเงินสูง ดังเช่นที่นานาชาติใช้อยู่ แต่ไม่ควรนำมาใช้กับงานการประมูลก่อสร้าง ซึ่งมีรายละเอียดรายการราคาต่างๆ นับพันรายการในโครงการเดียวกัน งานการประมูลจัดซื้อประเภทสินค้าและบริหารสินค้าเทคโนโลยี และงานการประมูลจัดซื้อพัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ อาทิเช่น สินค้าเวชภัณฑ์ สายส่งไฟฟ้าแรงสูง เป็นต้น สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เสนอให้ยกเลิกการใช้ระเบียบอีออคชั่นกับงานก่อสร้างไปเลย ทั้งยังให้ข้อมูลว่าการดำเนินการตามระเบียบ ขั้นตอนของอีออคชั่น ที่อ้างว่าจะประมูลได้รวดเร็ว กลับเป็นงานเพิ่มเติมที่ซ้ำซ้อนและล่าช้าโดยไม่จำเป็น ในงานก่อสร้างหลายประเภทที่มี มีการจัดชั้นผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นไว้แล้ว มีแบบก่อสร้าง และทีโออาร์ ที่เป็นมาตรฐานไว้ครบถ้วนแล้ว

โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน เป็นตัวอย่างใหญ่ ระดับวงเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท อีกอันหนึ่งของประเภทงานการประมูลจัดซื้อพัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เฉพาะการร่างคุณสมบัติรถเมล์ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่ ขสมก ต้องการ หรือทีโออาร์ (Term Of References) ยังต้องแก้กันมาถึง 11 ครั้งแล้ว ก็ยังมีจุดที่ยังถกเถียงกันอยู่ โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน นี้ ก็ได้ประกาศแล้วว่าจะใช้การประมูลแบบ eAuction ที่ตามระเบียบแล้ว แม้มีผู้เข้าประมูลเพียง 2 ราย ก็พอเพียงเริ่มเคาะราคากันได้แล้วในวันประมูล 2 รายนี้จะรู้กันเองก่อนแล้วว่าใครเป็นใครก่อนวันประมูลแน่นอน เพราะจะต้องผ่านขบวนการคัดเลือกประกาศชื่อว่าผู้ใดจะมีสิทธิ เข้าเคาะราคา ลองวาดภาพในวันประกวดราคา ที่ผู้เข้าประกวดราคาทั้ง 2 ราย ก็จะต้องไปเจอหน้ากันที่ศูนย์การประมูลกลาง ไปนั่งอยู่ตู้กระจกข้างๆ กัน เคาะราคาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 5 เมตร ซึ่งเคาะราคาแบบนี้น่าจะทำได้ ด้วยการยกป้ายราคาชูขึ้นเป็นครั้งๆ ก็ไม่ง่ายกว่าหรือเดาไว้ก่อนว่าผลการเคาะราคาที่ต่ำสุดจะออกมาแตกต่าง จากราคากลางแบบเฉียดฉิวไม่ถึง 1% ตามตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ถ้าราคากลาง 60,000 ล้าน ต่ำสุดน่าจะออกมาด้วยวิธีอีออคชั่นนี้ที่จะได้สัญญาก้อนใหญ่ไปในราคา 99% ของราคากลาง หรือเท่ากับ 59,400 ล้าน ที่ผ่านมาสถิติการประมูลงานก่อสร้างที่ใช้ระบบนี้ ผู้รับเหมาที่ชนะก็มักจะได้ราคาใกล้เคียงราคากลางแบบเฉียดฉิวแบบนี้เป็น ประจำ

เราจะยังจะยังยินยอมให้ใช้อีออคชั่น กับงานเช่ารถเมล์ระดับมูลค่า 60,000 ล้านนี้ อีกต่อไปไหม

เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 12-10-52

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

ยกเครื่องรถไฟไทย

โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์

ศูนย์ริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตอบคำถามในเว็บไซต์นายกรัฐมนตรี ที่มีผู้ถามท่านเรื่องการปรับปรุงการรถไฟของไทย ว่า "ขณะนี้ รัฐบาลกำลังเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้าง ร.ฟ.ท. และยังยืนยันแนวคิดในการแยกการบริหาร ร.ฟ.ท. ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เรื่องของราง การเดินรถ และการบริหารจัดการทรัพย์สินของการรถไฟ ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ยืนยันว่าไม่ได้มีแนวคิดที่จะเอางานส่วนใดส่วนหนึ่งไปแปรรูปให้เอกชนเป็นเจ้าของ..."


ผมคิดว่าหนึ่งในบรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหมดจากจำนวน 58 แห่งทั้งประเทศ ที่มีปัญหาประสิทธิภาพและที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลมากที่สุด คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย ปัญหาใหญ่ๆ ของ ร.ฟ.ท. ในขณะนี้ จากมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง คือ


ประการแรก การปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์กรค่อนข้างล่าช้า ในปี พ.ศ. 2433 ซึ่งเป็นปีที่ถือกำเนิดขึ้นของกิจการรถไฟ องค์กรนี้อยู่ภายใต้สังกัด "กรมรถไฟ" ของกระทรวงโยธาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 ได้เปลี่ยนเป็น "กรมรถไฟหลวง" ในระยะเริ่มต้นนี้กิจการรถไฟเป็นหน่วยงานราชการ


หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธนาคารโลกได้เสนอให้รัฐบาลไทยปรับปรุงกิจการรถไฟให้มีการบริหารงานอย่างเป็นอิสระ และมีความคล่องตัวเหมือนธุรกิจเอกชน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้เสนอ พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 กิจการรถไฟซึ่งเคยบริหารงานแบบราชการ จึงกลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า "การรถไฟแห่งประเทศไทย" กระนั้นก็ดี เกือบ 60 ปีที่ผ่านมา ระบบ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และการกำกับดูแลภายใน ร.ฟ.ท. ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกจากความเป็นราชการได้


ดังจะเห็นได้จาก ร.ฟ.ท. ซึ่งเริ่มต้นขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 หรือเกือบ 40 ปีมาแล้ว จนกระทั่งในปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มียอดการขาดทุนสะสมสูงถึงประมาณ 70,000 ล้านบาท และหากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างขนานใหญ่ คาดได้ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยอดขาดทุนนี้จะสูงถึงกว่า 100,000 ล้านบาท การขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของกิจการรถไฟแทบไม่ใคร่ได้รับการดูแลรักษา และมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น


ประการที่สอง การขาดความต่อเนื่องทางด้านนโยบาย ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มี รมว. คมนาคม 7-8 คน มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการการรถไฟกว่า 10 คณะ ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยๆ อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ และการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีที่มาดูแลการรถไฟบ่อยๆ ก็อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน แต่การที่ไปเปลี่ยนคณะกรรมการรถไฟทุกๆ ครั้ง ที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีไม่น่าจะถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทำให้การทำงานของคณะกรรมการขาดความต่อเนื่อง และทำให้งานใหญ่ๆ ไม่อาจริเริ่มและดำเนินการต่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง


ผมคิดว่าปัญหาของ ร.ฟ.ท. ที่หมักหมมจนเน่าเสียอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง และปัญหาของนักการเมืองโดยตรง เพราะการเปลี่ยนตำแหน่ง รมว.คมนาคม กับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการรถไฟในทุกๆ ครั้ง มักจะกลายเป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องที่ รมต. ตั้งกรรมการรถไฟในลักษณะที่เป็นการให้รางวัลตอบแทนทางการเมือง หรือตั้งสมัครพรรคพวกเข้ามาช่วยดูแลผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ มากกว่าจะรับบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่จะเข้ามาพัฒนา ร.ฟ.ท. ผมคิดว่ายอดขาดทุนรถไฟที่สูงขนาดนี้ หากเป็นธุรกิจเอกชนคงถูกฟ้องล้มละลายไปแล้ว


ประการที่สาม การมีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการให้บริการการขนส่งทางรถไฟกับการขนส่งทางถนนและทางน้ำ การขนส่งทางรถไฟจะมีบทบาทน้อยกว่ามาก กล่าวคือ ในแง่ของการบริการขนส่งผู้โดยสารทั้งหมด รถไฟมีผู้ใช้บริการเพียงร้อยละ 16 ส่วนในแง่ของการขนส่งสินค้า ในปี พ.ศ. 2549 การขนส่งสินค้าทางรถไฟคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.3 ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด ในขณะที่การขนส่งทางถนนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85.5 การขนส่งทางน้ำภายในประเทศร้อยละ 6.2 การขนส่งทางทะเลร้อยละ 6.0 และการขนส่งทางอากาศร้อยละ 0.01


ประการที่สี่ การกำกับดูแลของคณะกรรมการการรถไฟ การที่ฝ่ายนโยบายมีอำนาจเหนือฝ่ายกำกับดูแล และฝ่ายบริหารของ ร.ฟ.ท. มาโดยตลอด ทำให้คณะกรรมการการรถไฟไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง การกำกับดูแลของคณะกรรมการ จึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ซึ่งขาดความโปร่งใส ขาดการตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งขาดประสิทธิภาพในการทำงานโดยตลอด
ประการที่ห้า ทัศนคติของฝ่ายบริหารและพนักงาน ที่ควรให้ความสำคัญกับประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการของ ร.ฟ.ท. โดยทั่วไปประชาชนถือเป็นผู้เสียภาษีอากรให้แก่รัฐบาล และรัฐบาลได้นำภาษีอากรเหล่านี้มาอุดหนุนกิจการรถไฟเป็นเวลาประมาณ 120 ปีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 30-40 ปี สุดท้ายนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องให้การอุดหนุนกับการขาดทุนของ ร.ฟ.ท.เป็นอย่างสูงมาโดยตลอด ร.ฟ.ท. ควรตระหนักว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นผู้โดยสารของ ร.ฟ.ท. แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ต้องถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการ ร.ฟ.ท. ฉะนั้น ร.ฟ.ท. จะต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนต่อ ร.ฟ.ท. อย่างจริงจัง


ผมเห็นว่าแนวความคิดของคุณอภิสิทธิ์ในการปรับปรุงโครงสร้างของ ร.ฟ.ท. เป็นเรื่องที่สมควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปกิจการรถไฟให้กลายเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางด้านการขนส่งด้วยราง และมีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพในระดับสูงมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยาวนานตามสมควร สิ่งที่ ร.ฟ.ท. ต้องการในขณะนี้ ก็คือ วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายที่เหมาะสม การสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ และการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขององค์กรที่อยู่บนหลักของการมีธรรมาภิบาล


เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 28-09-52

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

ทรงศักดิ์ยันเนวินเข้าฟังชี้คดีกล้ายางแน่

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม -->> คดีกล้ายาง

13 คดีคอร์รัปชั่น ที่ดำเนินการตรวจสอบโดย คตส.

เอกสารประกอบการเสวนา "วันนี้ของ คตส. กับก้าวที่สองของการพัฒนาธรรมาภิบาล" เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ

(1) การจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด CTX (รวมสายพานลำเลียง)
(2) ท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินสนามบินสุวรรณภูมิ
(3) ภาษีเงินได้เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น (หุ้นชินคอร์ป)
(4) เงินกู้ (EXIM BANK)
(5) การออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว
(6) การจัดซื้อกล้ายาง
(7) การจ้างก่อสร้างและจัดซื้ออุปกรณ์เซ็นทรัลแล็ป (บริษัท ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เกษตรและอาหาร จำกัด)
(8) แอร์พอร์ตลิงค์
(9) การปล่อยเงินกู้ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ -กฤษดามหานคร
(10) การจัดซื้อจัดจ้างเอกชนโดยการเคหะแห่งชาติ / บ้านเอื้ออาทร
(11) ร่ารวยผิดปกติ 76,000 ล้านบาทโดยประมาณ / แปลงภาษีสรรพสามิต
(12) การจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.
(13) การจัดซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟู (ที่ดินรัชดาภิเษก)

โดย ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

ธุรกิจบาปโดยรัฐกับแหล่งผลประโยชน์ที่ซ่อนเร้น

โดย ศรัณย์ ธิติลักษณ์
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ความหมายของคำว่า "รัฐวิสาหกิจ" ที่ใช้เป็นหลักและอ้างอิงอยู่เสมอ คือ ความหมายของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ซึ่งสรุปไว้ว่า รัฐวิสาหกิจ คือ องค์กรของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50 (เช่นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ) ดังนั้น รัฐวิสาหกิจจึงเป็นหน่วยงานทางธุรกิจ หรือกิจการของรัฐที่มีภารกิจในการให้บริการสาธารณะด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม รวมถึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาล จากภารกิจของรัฐวิสาหกิจข้างต้น จึงทำให้รัฐวิสาหกิจ มีลักษณะองค์การและการดำเนินงานที่มีลักษณะผสมระหว่างกิจการเอกชนต้องมีความคล่องตัวในการดำเนินงานและมีเป้าหมายคือกำไรในการดำเนินงานอันเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจกับการเป็นหน่วยงานของรัฐแบบมหาชนซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐที่ต้องดำเนินการต่างๆ ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ของกฎหมายและมีเป้าหมายคือผลประโยชน์ต่อส่วนรวมอันเป็นเป้าหมายทางสังคมอีกประการหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนธุรกิจหลากหลายที่รัฐลงมือร่วมดำเนินการ (จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ยังคงมีธุรกิจอีกบางประเภทที่รัฐต้องดำเนินการเสียเองด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ลักษณะของธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางด้านศีลธรรมหรือสุขภาพของประชาชน เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล และโรงงานยาสูบ ซึ่งด้วยนัยแห่งเหตุผลนี้เอง รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงได้ดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจผูกขาดทั้งสองแห่งนี้ไว้เอง และธุรกิจของรัฐที่ดำเนินการนี้ก็สามารถที่จะส่งเงินเข้ารัฐได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเสมอต้นเสมอปลายด้วยดีตลอดมา กล่าวคือ ผลการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจประจำเดือนสิงหาคม 2552 ในสาขาอุตสาหกรรมจำนวน 2,201.80 ล้านบาท (เป็นเงินนำส่งรายได้จากโรงงานยาสูบจำนวน 2,000 ล้านบาท และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 201.80 ล้านบาท) ในสาขาพาณิชย์และบริการจำนวน 1,043 ล้านบาท (เป็นเงินนำส่งรายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจากการจำหน่ายสลาก 1,030.40 ล้านบาท และเงินรางวัลค้างจ่ายสลากบำรุงการกุศล 12.60 ล้านบาท) (ประชาชาติธุรกิจ วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ.2552) ซึ่งจากข้อมูลนี้ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าธุรกิจบาปสามารถทำเงินเข้ารัฐได้เป็นจำนวนมหาศาล และนี่คือภาพที่ประชาชนทั่วไปมองเห็น จนบางคนเกือบลืม..คิดถึงส่วนที่เป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งธุรกิจลักษณะนี้ก็ได้สร้างและบ่มเพาะปัญหาทางสังคมหรือสุขภาพขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย มากไปกว่านั้นยิ่งหากจะขุดและเจาะลึกถึงปัญหาภายในองค์กรด้วยแล้วมันยิ่งเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ที่มีมูลค่าอีกเป็นจำนวนมาก ที่นักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ (ทุกยุคทุกสมัย) สามารถแสวงหาผลประโยชน์ในธุรกิจบาปของรัฐที่ไม่มีใครสนใจนี้ได้อย่างแนบเนียน โดยสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนของคณะกรรมการบริหารจนถึงผู้ที่ต้องการผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ตัวอย่างที่น่าสนใจในกรณีแรก เป็นกรณีของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของการจัดการเรื่องโควตาการจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มต่างๆ ที่ต้องการจำหน่ายสลาก (ซึ่งท้ายที่สุดก็ไปอยู่ที่รายใหญ่อยู่ดี) ปัญหาการขายสลากราคาแพง ปัญหาการออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว ปัญหาการเมืองภายในองค์กร ตลอดจนการแทรกแซงทางการบริหารของนอมินีทางการเมือง ฯลฯ จนปัจจุบันหากจะจัดสรรแบ่งผลประโยชน์กันใหม่อย่างเป็นธรรมก็คงดำเนินการยาก เพราะรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว (ทั้งโควตาสลากกินแบ่งและผู้ที่จะค้าสลากชนิด 2 ตัว 3 ตัว) ส่วนการที่กองสลากจะสำรวจว่าใครขายจริงหรือไม่ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติอยู่มาก (เพราะต้องใช้งบประมาณสูงและเมื่อสำรวจไปก็เจอผู้มีอิทธิพล) ดังนั้น หากจะกล่าวถึงบทสรุปการแก้ปัญหาในกรณีกองสลากนี้ ก็อาจสรุปได้ว่าผู้มีอำนาจจะเลือกไม่แก้ไขหรือแก้ไขให้ล่าช้าเพราะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ที่สำคัญกว่าก็คือไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดเข้ามาก็จะได้ประโยชน์ทั้งสิ้น ซึ่งในทางทฤษฎีอาจเรียกได้ว่าเข้าข่ายของการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Systemic Corruption)

อีกกรณีก็น่าสนใจ กรณีนี้เกิดในธุรกิจยาสูบซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล ในกรณีนี้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์แบบนิ่มๆ ดำเนินการกันมานาน มีการวางแผนกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการสมคบคิดกันระหว่างผู้เสนอผลประโยชน์และผู้บริหารองค์กร ทำกันตั้งแต่การชงเรื่อง ตั้งเรื่อง การเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจนถึงขั้นตอนของการอนุมัติ โดยมีอดีตผู้บริหารและเครือข่ายกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลสูงเป็นผู้ร่วมดำเนินการ กับผู้ค้ารายหนึ่ง ซึ่งโดยรวมแล้วทำให้รัฐเสียประโยชน์ไปกว่าพันล้านบาทต่อปี (รายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา) นอกจากนี้ยังมีประเด็นการวางแผนการขจัดบุคคลผู้ขัดผลประโยชน์โดยใช้การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานเป็นเครื่องมือเพื่อกดดันผู้บริหารให้ลาออก จากกรณีการปรับโครงสร้าง การบริหารโรงงานยาสูบให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งโดยแท้จริงมีเป้าหมายอยู่ที่เรื่องของโครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ ส่วนเรื่องของการบริหารงานภายในองค์กร ก็เป็นปัญหาทางการเมืองตั้งแต่คณะกรรมการบริหารจนถึงตัวผู้บริหารบางฝ่ายงานที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกลุ่มอำนาจเดิม ทำให้การทำงานขาดประสิทธิภาพ จนไม่สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดระหว่างบุหรี่ไทยกับบุหรี่ต่างประเทศไว้ได้ ทั้งๆ ที่จำนวนผู้เสพมีการเปลี่ยนแปลงลดลงเล็กน้อย และกลุ่มผู้ค้าระดับต่างๆ ก็มีความสามารถในการดำเนินการได้ (ถ้าได้รับความเป็นธรรมทางการค้าที่เสมอกันทุกราย ซึ่งผู้บริหารไม่มีการแก้ไขปัญหานี้มากว่า 2 ปีแล้ว)

ดังนั้น หากจะกล่าวถึงบทสรุปในกรณีปัญหาของโรงงานยาสูบแล้ว ก็สรุปได้เช่นเดียวกันว่าผู้มีอำนาจเลือกที่จะไม่แก้ไข ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่าเพราะผู้เสนอผลประโยชน์ยินดีจ่ายเสมอไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลใด ส่วนผู้รับประโยชน์ก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะระบบได้คอร์รัปชันไปแล้ว (อยู่เฉยก็ได้ประโยชน์) ที่สำคัญเอาไว้ขอการสนับสนุนเมื่อต้องการงบอำนวยการจากโรงงานยาสูบจะดีกว่า ซึ่งกรณีนี้ก็จัดได้ว่าเป็นการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Systemic Corruption) ด้วยเช่นกัน เห็นหรือยังครับว่า ธุรกิจบาปของรัฐเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่ไม่เคยมีใครสนใจจริงๆ

เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 14-09-52

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ปัญหาการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสังคมไทย

โดย รัตพงษ์ สอนสุภาพ
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม

การทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไทยจากอดีตจวบจนปัจจุบันถูกมองจากสังคมว่า ได้กลายเป็นปัญหาวิกฤติอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนมาช้านาน เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่อำนาจบริหารของรัฐบาล และเป็นตัวแทนของอำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทางในกระบวนการสรรหาของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐตามกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ด้วย จึงทำให้นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งข้าราชการและนักธุรกิจมีโอกาสเข้าแทรกแซงกระบวนยุติธรรมตามขั้นตอนต่างๆ ได้เพื่ออำนวยผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องด้วย


ซึ่งแต่เดิมนั้นกระบวนการการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาฐานทุจริตประพฤติมิชอบ ได้ใช้ระบบเดียวกับการดำเนินคดีอาญาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทอื่นและบุคคลธรรมดาทั่วไป กล่าวคือ ผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญามี 2 ประเภท คือ พนักงานอัยการและผู้เสียหาย พนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนคดีโดยชอบแล้ว ส่วนผู้เสียหายนั้น แม้จะนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้เองก็มีข้อจำกัดทางกฎหมาย กล่าวคือ หากเป็นคดีที่ผู้ต้องหาฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งโดยสภาพรัฐเท่านั้นเป็นผู้ได้รับความเสียหาย บุคคลอื่นจะนำคดีนั้นมาฟ้องเองไม่ได้ ดังนั้น กระบวนการดำเนินคดีอาญาที่ใช้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิดอาญาทั่วไปมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองดังกล่าวจึงไม่ได้ผล เนื่องจากขาดประสิทธิภาพในการนำตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบมาลงโทษ เพราะเป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อน ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอิทธิพลและบารมี อีกทั้งระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาปกติทั่วไป ที่ให้ฝ่ายผู้กล่าวหาเป็นผู้พิสูจน์ความผิดของจำเลยโดยศาลจะต้องวางตัวเป็นกลาง ก็ไม่อาจจะเป็นฝ่ายค้นหาข้อเท็จจริงเองได้ง่ายนัก


แม้ว่าต่อมาจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเป็น "คณะกรรมการพิเศษ" ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 324 และ 325 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 แต่คณะกรรมการชุดนี้ซึ่งกำเนิดขึ้นในยุคเผด็จการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการที่วางไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลพลเรือนของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ขึ้นมาดำเนินการ แต่การดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้ ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอิสระและอำนาจในการวินิจฉัยภายหลังจากที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนแล้ว เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารในปี พ.ศ. 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 26 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) เพื่ออายัดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ได้มาโดยมิชอบหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติมาเป็นของแผ่นดิน แม้ได้ส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอาญา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน


จนกระทั่ง เมื่อประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ก่อกำเนิดรูปแบบการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อจัดการคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำและเจ้าหน้าที่รัฐอื่นโดยเฉพาะ ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ได้ปรับปรุงระบบการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นใหม่อีก โดยพยายามอุดช่องว่างของปัญหาที่เคยเกิดในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540


จนถึงปัจจุบันศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิจารณาไปแล้วรวม 5 คดี คือ ในปี 2544 คดีนายจิรายุ จรัสเสถียร ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86,90,148,157 ในปี 2546 คดีนายรักเกียรติ สุขธนะ ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ในปี 2548 คดีพลตำรวจเอกวุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,158 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 125 ในปี 2550 คดีอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันมีพฤติกรรมเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียจากการเข้าไปประมูลทรัพย์สินของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 100,122 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157
นอกจากนี้ ในปีเดียวกันยังมีคดีนายวัฒนา อัศวเหม ว่าด้วยความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนในปี 2551 ก็มีคดีรายการ "ชิมไปบ่นไป" ของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความผิดฐานการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550


ดังนั้น สังคมไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแสวงหากระบวนทัศน์ใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคู่ขนานไปกับการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม มุมมองใหม่ๆ ที่ว่านั้น อาจเป็นมุมมองเชิง "นิติ-เศรษฐศาสตร์" โดยเป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดทฤษฎีทางนิติศาสตร์กับแนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การเมืองและเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบัน เพื่ออธิบายพฤติกรรมและรูปแบบการทุจริต ควบคู่กับการสร้างกลไกทางกระบวนการยุติธรรม เพื่อควบคุมการทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยในสภาพที่เป็นจริงมากที่สุด


เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 31-08-52

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

มาร่วมกันเป็น สายสืบอาสา ดูแลเงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 8 แสนล้าน

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค
ศูนย์บริการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


ในที่สุด เม็ดเงินสำคัญ 800,000 ล้านบาท ที่จะต้องใช้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องการก็ได้ผ่านขั้นตอนสำคัญ คือ การผ่านร่างกฎหมายทั้ง พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ผ่านจากทั้ง 2 สภาแล้ว แต่ภัยที่ร้ายแรงต่อความสำเร็จในโครงการนี้ และเป็นภัยร้ายแรงต่อความอยู่รอดของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เองยังมีอีก


นั่นก็คือ การป้องกันไม่ให้ เงิน 800,000 ล้านบาท รั่วไหลและถูกการทุจริตนำไปใช้ในผิดที่ผิดทางจนไม่ได้ผลในการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจตามที่ต้องการ และรัฐบาลอาจไม่อยู่รอดจนใช้เงินครบ ที่ตั้งใจไว้


วุฒิสภาได้ติงไว้ว่า รัฐบาลยังขาดรายละเอียดที่จำเป็นในการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริต ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเดิมเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ จะไม่มีส่วนในการตรวจสอบเลย กลายไปเป็นอำนาจตรวจสอบกันเองของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล


วุฒิสภา ในที่สุดก็ได้รับการอธิบายจนมีความเชื่อมั่น ว่า จะมีระบบที่ดูแลการใช้เงินให้ปลอดการคอร์รัปชันได้ ตามที่ฟังคำมั่นจากนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้คำมั่นกับสมาชิกวุฒิสภาว่า จะกำกับดูแลไม่ให้มีการทุจริตในโครงการต่างๆ พร้อมย้ำอย่างมั่นใจว่าในไตรมาสสุดท้ายตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะเปลี่ยนจากลบมาเป็นบวกได้แน่นอน


นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในอดีตที่ยังเป็นฝ่ายค้านมีคนถาม ว่า ถ้ามีอำนาจแล้วจะรับประกันได้หรือไม่ว่า จะไม่มีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น ท่านตอบว่าไม่รับประกันว่าจะแก้ได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่า ถ้าผู้นำเป็นตัวอย่างที่ดีช่วยกันดูแลรัดกุม การทุจริตจะมีน้อย แต่ถ้ามีก็จะไม่ปล่อยไว้แน่ และจะแจ้ง ป.ป.ช. ด้วย


ความจริงที่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทราบอยู่เกี่ยวกับมาตรการป้องกันคอร์รัปชันของระบบราชการไทยในขณะนี้ยังไม่ได้ผลนั่นเองจึงไม่กล้ารับประกัน และที่น่าเป็นห่วงมาก ก็คือ เงินกู้ 800,000 ล้านบาทนี้ ก็เป็นระบบการใช้เงินแบบใหม่ ที่ยังไม่มีระบบป้องกันและตรวจสอบที่ดีนั่นเอง


ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะชี้แจงว่าสำนักงบประมาณ จะยังเป็นผู้กำกับดูแล ตั้งแต่ขั้นการตรวจสอบโครงการ ขั้นประมูล และทำราคากลางที่จะใช้ในการประมูล ฉะนั้นจะไม่แตกต่างจากระบบปกติ ก็ยิ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเห็นภาพไปในทางร้ายเหมือนๆ เดิม มากกว่าจะให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าระบบการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทยมีปัญหา แม้การนำระบบใหม่ๆ เข้ามา อาทิเช่น ระบบการประมูลทางอินเทอร์เน็ต ก็เกิดปัญหามากกว่าเดิม


นางแอนเน็ต ดิกสัน ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ก็ได้เคยกล่าววิจารณ์ระบบวิธีจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีอยู่ในระบบปัจจุบัน ว่า ยังมีปัญหาอยู่เดิมอยู่แล้ว อาทิเช่น กรณี อีออคชั่น ว่า


ประเทศไทยต้องทบทวนวิธีจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรืออีออคชั่น เพราะวิธีอีออคชั่นของไทยแตกต่างจากต่างประเทศในโลกมาก เราใช้ระบบอีออคชั่นกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าทุกประเภท ขณะที่ประเทศอื่นใช้รองรับเฉพาะจัดซื้อครุภัณฑ์ ธนาคารโลกชี้ว่าอีออคชั่นทำให้เกิดอุปสรรคล่าช้างานกองกันเป็นคอขวด อีกทั้งยังไม่ได้ลดการรั่วไหลของเม็ดเงิน และแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ ที่สำคัญ แม้จะใช้วิธีนี้เมื่อถึงเวลาประมูลก็ยังมีช่องทางให้เกิดการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล แนะนำให้ใช้วิธีอื่น ธนาคารโลก อาสาที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยไทยด้านการปรับปรุงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทย เพื่อให้มีมาตรฐานเช่นหลายประเทศในโลก


เราต้องยอมลงทุนในด้านงบประมาณ อย่างพอเพียงในการสร้างระบบติดตามและตรวจสอบ การใช้เงิน 800,000 ล้านบาทนี้ ต้องใช้งบเพียง 2% ในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อยับยั้งการทุจริตงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนของรัฐ จากยอดเงิน 800,000 ล้านบาท ก็ย่อมคุ้มค่าแน่นอน เพราะไม่เพียงจะป้องกันเงินที่จะศูนย์เสียไปจากการทุจริต 5-10% ซึ่งจะเป็นเงินถึง 40,000-80,000 ล้านบาท ไปให้กับเหล่าคนโกงชาติแล้ว เรายังสามารถตัดวงจร นักการเมือง และข้าราชการ ที่ชั่วร้ายให้ออกไปจากระบอบประชาธิปไตยของไทยได้ในที่สุด นำเงิน 2% นี้ไปจ้างอาสาสมัครจากนิสิต นักศึกษา ให้ติดตามดูแลโครงการ ให้ไปทำหน้าที่ ร่วมกันเป็นสายสืบอาสา ดูแลเงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 8 แสนล้าน เดิมสิ่งที่ประเทศไทยขาดและเป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้กับการคอร์รัปชันมาก ก็คือ เราขาด "นายกรัฐมนตรีที่ไม่คอร์รัปชันและไม่ยินยอมให้คนแวดล้อมคอร์รัปชัน" ฉะนั้น กุญแจแห่งความสำเร็จในงานปราบคอร์รัปชัน จึงอยู่ที่ "ผู้นำที่เอาจริง" นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความเชื่อถือว่าเป็น "นายกรัฐมนตรีที่ไม่คอร์รัปชันและไม่ยินยอมให้คนแวดล้อมคอร์รัปชัน"


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องเป็นผู้นำเองในการเป็นกำลังหลักที่จะนำไปสู่การป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันที่แท้จริง ความมั่นคงของประเทศไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเศรษฐกิจ หรือการปกครองประเทศเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการที่ประเทศต้องปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันด้วย
เผยแพร่ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ 17-08-52

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ธรรมาภิบาลการเงินของคนด้อยโอกาส

โดย สุวิทย์ พูลศิลป์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ข่าวผ่านสื่อสาธารณะเกี่ยวกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะ 2 ที่ได้เสนอกระทรวงการคลังเพื่อประกาศใช้ในปีนี้ โดยหยิบยกประเด็นน่าสนใจในส่วนของการจัดตั้งสถาบันการเงินสำหรับกลุ่มคนฐานรากที่ยังด้อยโอกาสและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินในระบบปัจจุบันได้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ของเอกชน หรือธนาคารประเภทต่างๆ ของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ออมสิน SME หรือแม้แต่ ธ.ก.ส. ที่อยู่ใกล้ชิดพี่น้องเกษตรกรในชนบทก็ตาม

ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตารายละเอียดของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับนี้ของ ธปท. แต่โดยประสบการณ์ที่ผ่านมา กลุ่มคนฐานรากผู้เป็นประชาชนด้อยโอกาส หากนำหลักคิดเส้นความยากจน (Poverty - Line) ของสหประชาชาติ มาแบ่งแยกตามรายได้ประชาชนของบ้านเรา ผมคิดว่า คนยากจนในประเทศไทยถ้านับกันละเอียดจริงๆ น่าจะอยู่ใกล้หลัก 10 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย เทียบได้ถึง 10-15% ของคนไทยทั้งประเทศ คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า คนยากจนเหล่านี้ได้รับการดูแล หรือได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐได้ทั่วถึงขนาดไหน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการให้บริการต่างๆ ซึ่งผมเห็นว่า มีตัวอย่างดีๆ ที่แสดงถึงการให้โอกาสและความเป็นธรรมแก่คนยากจนของสถาบันการเงินในบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ ถ้ายังจำกันได้ก็คือ


ธนาคารกรามีนแบงก์ (Grameen Bank) และ ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนูส (ผู้ก่อตั้งธนาคาร และปัจจุบันยังดูแลรับผิดชอบธนาคารแห่งนี้อยู่) ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี ค.ศ.2006 (The Nobel Peace Prize for 2006) ซึ่งในคำประกาศให้รางวัล ณ กรุงออสโล (Oslo) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2549 สะท้อนชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจากครัวเรือนระดับล่าง โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า การให้สินเชื่อแก่ผู้กู้รายย่อย (Micro - credit) มาต่อสู้กับความยากจน เป็นหนทางนำไปสู่การพัฒนาของระบอบประชาธิปไตย และการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน (human rights) ของประชาชนผู้ยากไร้ได้ สิ่งที่ กรามีนแบงก์ และยูนูส ลงมือกระทำ เป็นการให้โอกาสความเป็นธรรมทางการเงินแก่คนยากจน เจาะลึกลงไปถึงระดับคนขอทาน (Beggars) ในประเทศ แม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินเล็กน้อยไม่กี่ร้อยบาทต่อราย แต่มีคุณค่าใหญ่หลวงต่อความเป็นอยู่และการลุกขึ้นมาต่อสู้ชีวิตของคนเหล่านั้นในอนาคตข้างหน้า บางหมู่บ้านที่ผมเคยไปสัมผัสในบังกลาเทศ คนขอทานบางรายก็กลับมามีอาชีพใหม่ที่สุจริตและอยู่ร่วมกันในชุมชนได้อย่างปกติ


สำหรับบ้านเรา ก่อนหน้านี้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของ ธปท. ระยะแรก เมื่อราวปี พ.ศ.2547 มีความพยายามพูดถึงการจัดระบบขององค์กรการเงินในระดับฐานรากมาบ้างแล้ว องค์กรการเงินเหล่านั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งมีและไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ในหมู่บ้านกลุ่มสวัสดิการชุมชน สหกรณ์ประเภทต่างๆ ฯลฯ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการดำเนินงานแตกต่างกันออกไป ฉะนั้น การนำประเด็นจัดตั้งสถาบันการเงินใหม่เพื่อให้บริการแก่ผู้ไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากระบบสถาบันการเงินที่มีอยู่เดิม มาบรรจุไว้ในแผนฯ ระยะที่ 2 นี้ จึงควรค่าแก่การยกย่องและท้าทายประเด็นธรรมาภิบาลเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถาบันการเงินใหม่ของคนจนผู้ด้อยโอกาสจะเกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างในลักษณะใด หรือเป็นจริงเป็นจังได้ขนาดไหน ผมมีข้อคิดเห็นเบื้องต้นที่อยากเสนอเพิ่มเติมแก่สถาบันใหม่ในอนาคต คือ


ประการแรก การหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่คนจนหรือคนระดับฐานล่างสุดของพีระมิด นับเป็นกุศโลบายอันประเสริฐ ควรจะให้คนเหล่านั้นได้เข้าถึงการให้บริการมากที่สุด อย่าไปกังวลว่าคนจนจะมีปัญหาตามมาในการชำระคืนหนี้หรือไม่ เราควรต้องเชื่อมั่นและระลึกไว้ว่า แม้นพวกเขาเป็นคนยากจนแต่ใช่ว่าจะเป็นคนโกงไปทั้งหมด ดังนั้น การให้โอกาสทางการเงินแก่คนจนได้มีช่องทางหารายได้จากการประกอบอาชีพโดยสุจริต จะช่วยให้คนจนตระหนักและหวงแหนชื่อเสียงของตนไม่ให้เกิดความเสียหาย และจะรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุดเพื่อแลกกับโอกาสที่ได้รับ


ประการที่สอง ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร พนักงาน และผู้เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินใหม่นี้ ไม่ว่าจะดำรงบทบาทในฐานะเป็นตัวการ (Principal) หรือเป็นตัวแทน (Agent) ก็ตาม ท่านจะต้องมีความเป็นธรรมในการให้บริการ ไม่เอาเปรียบคนจน เพราะคนจนมีเพียงความเชื่อมั่นและความเชื่อถือไว้วางใจให้แก่ท่าน คนจนไม่มีสินทรัพย์หรือสินจ้างอื่นใดมาตอบแทนแลกเปลี่ยนได้ สถาบันการเงินใหม่นี้ จึงต้องตระหนักในคุณธรรม และจริยธรรมในการปฏิบัติต่อคนจนอย่างเท่าเทียมเสมอภาคด้วย


ประการที่สาม ในระยะยาว ภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายอุดหนุนสถาบันการเงินแห่งใหม่นี้ การจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากการดำเนินงาน ควรได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ด้อยโอกาสและผู้เห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านี้ มาร่วมด้วยช่วยกัน ขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรของพวกเขา เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไป การพยายามใช้การอุดหนุนของรัฐมากเท่าไร จะยิ่งซ้ำเติมการทำลายความเข้มแข็งและศักดิ์ศรีของคนเหล่านี้มากขึ้นเท่านั้น


นั่นคือ ความเห็นที่มีเจตนาจุดประกายก่อนลงมือทำ และขอทิ้งประเด็นส่งท้ายให้คิดว่า คนยากจนที่เรียกกันนั้น เป็นความคิดจากมุมมองด้านใดและเป็นมุมมองของใคร ตัวคนจนจริงๆ เขาอาจไม่จน ก็ได้ ใช่หรือไม่ ?


แผยแพร่ครั้งแรกที่กรุงเทพธุรกิจ 06-07-52

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

น้ำลด ตอผุด คอร์รัปชันโผล่


โดย ศรัณย์ ธิติลักษณ์ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


หลายปีที่ผ่านมา เรื่องที่ว่าด้วยการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดในประเทศไทย ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาและผู้คนก็คงจะชินชาต่อพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์นี้เสียแล้ว ทั้งนี้เราสามารถดูได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการของสำนักโพลล์ต่างๆ อาทิเช่น เอแบคโพลล์ ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ หรือผลสำรวจของหน่วยงานราชการเองที่ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นและสภาพปัญหาของการคอร์รัปชันในเมืองไทยว่ามีแนวโน้มของความรุนแรงและมีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไร เช่น ผลของกลุ่มประชาชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 63.2 คิดว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชันด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าทุจริตคอร์รัปชันแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็ยอมรับได้ ผลของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ พบว่า เห็นด้วยว่าการติดสินบนทำให้ได้รับความสะดวกสบายที่แตกต่าง เห็นด้วยว่าการติดสินบนหาหลักฐานในการเอาผิดได้ยาก และการติดสินบนในการประกอบการธุรกิจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ส่วนผลของกลุ่มข้าราชการ พบว่า เห็นด้วยว่าเจ้าพนักงานที่รับสินบนมักไม่ถูกดำเนินการเอาผิด เห็นด้วยว่าคอร์รัปชันเกิดขึ้นในกลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อย และเห็นด้วยว่าการเลี้ยงดูปูเสื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับได้ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือนักการเมือง พบว่า ปัญหาทุจริต คอร์รัปชันที่พบส่วนใหญ่พบในกลุ่มนักการเมืองในระดับชาติและในระดับท้องถิ่นในอัตราที่ใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 86.5-86.2 ตามลำดับ
ซึ่งก็ด้วยข้อเท็จจริงเช่นนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจนักที่การสำรวจล่าสุดขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) จึงให้ลำดับของความโปร่งใสของประเทศไทยปี พ.ศ.2551 ไว้ในลำดับที่ 80 โดยมีคะแนนเพียง 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
ทีนี้เรามาดูข้อมูลอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นความพยายามของคนทำงานกลุ่มเล็กๆ ในสังคมที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง งานด้านนี้เราพบว่า ผลงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา (6 ตุลาคม 2549 ถึง 6 ตุลาคม 2551) คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีการชี้มูลความผิดทางวินัย ทางอาญา และความร่ำรวยผิดปกติไปแล้วจำนวน 131 เรื่อง (ปี พ.ศ.2550 จำนวน 68 เรื่อง พ.ศ. 2551 จำนวน 63 เรื่อง) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเรื่องที่สำคัญๆ จำนวน 9 เรื่อง ดังเช่น กรณี นายวัฒนา อัศวเหม จากกรณีทุจริตคลองด่าน กรณีอดีตอธิบดีกรมป่าไม้และพวก จากกรณีเสือโคร่งเบงกอล กรณีอดีตอธิบดีกรมสรรพากรกับพวก จากกรณีการตรวจสอบภาษีหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลเพิ่มเติมในปีต่อมาอีกหลายกรณี เช่น กรณีปลัดกระทรวงการคลังปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีทุจริตรถดับเพลิง-เรือดับเพลิง กรณีชี้มูลความผิดอดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมในการทำสัญญาเช่า จัดหา และดำเนินการระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศแรงงาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ตามรายละเอียดของข้อมูลเชิงตัวเลขกลับพบว่า ยังมีคดีค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. อีกจำนวน 5,590 คดี และจะมีคดีที่สำคัญๆ ทยอยสำเร็จออกมาอีกเป็นระยะๆ ซึ่งแน่นอนผลของการพิจารณาของคณะกรรมการย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง และตรงนี้เองหากเราจะวิเคราะห์กันอย่างเป็นธรรม ก็คงจะตอบได้ว่า นี่คือดอกผลของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ที่เกิดภายหลังจากกลุ่มอำนาจเก่าหมดพลัง) โดยได้วางยุทธศาสตร์ในการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชันไว้อย่างสำคัญ ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น ? ก็เพราะ
1.ยุทธวิธีที่สำคัญของการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอยู่ที่การตรวจสอบ ดังนั้นเมื่อสามารถเพิ่มกลไกของระบบตรวจสอบได้ก็เป็นการช่วยลดปัญหาของการคอร์รัปชันลงได้ระดับหนึ่ง
2.ทุจริตในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น มีระบบความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับกระบวนการเชิงโครงสร้างเพื่อการคอร์รัปชันหลายด้านและเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายกลุ่ม การใช้เครื่องมือและมาตรการทางกฎหมายทุกระดับจะต้องส่งผลต่อความกังวลที่จะทำการคอร์รัปชันในอนาคตได้ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นประจักษ์ได้ว่าสามารถทำได้ดีพอสมควร และ
3.ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือ ที่ทำให้นักการเมืองรุ่นเก่าทุกพรรคการเมืองที่ชอบแสวงหาผลประโยชน์กังวลใจและกลัวที่จะถูกจับทุจริตได้ จนต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อขอแก้รัฐธรรมนูญ
ก็ต้องเห็นใจและเป็นกำลังใจให้กับท่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชุดนี้ (รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ คณะทำงาน และบุคลากรของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ครับ เพราะการต่อสู้กับการทุจริตในปัจจุบันที่มีลักษณะของการทุจริตเชิงโครงสร้าง (Structural Corruption) จำเป็นต้องใช้บุคคลที่มีจิตใจ พละกำลัง และความกล้าหาญในระดับสูงในการต่อต้านผู้ทุจริต (ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและยังมีอำนาจทางการเมืองสูงยิ่ง) ทั้งยังต้องทำงานภายใต้ความกดกันต่างๆ ที่รุมเร้าจากสังคมที่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะเหล่าผู้ทุจริตที่พยายามจะทำลายระบบการตรวจสอบ เช่น มีความพยายามที่จะให้คณะกรรมการทั้งหมดหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กรณีตัดสินชี้มูลความผิดอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นเครื่องมือ เป็นต้น
นับแต่นี้ไป เราคงจะได้เห็นวาทกรรมของการคอร์รัปชันในกรณีต่างๆ ผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนี้ออกมาเป็นระยะ และก็หวังต่อไปอีกด้วยว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยคงจะมีกลไกการทำงานที่สอดคล้องกับระบบการตรวจสอบได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าหากระบบตรวจสอบและระบบกระบวนการยุติธรรมทำงานประสานกันได้เป็นอย่างดีและรวดเร็วแล้ว ผลประโยชน์ส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่เคยตกอยู่กับคนทุจริตก็จะกลับมาอยู่กับประชาชนชาวไทยอย่างเป็นธรรมได้ ประเทศของเราไม่มีเวลาในการประนีประนอมกับการคอร์รัปชันอีกต่อไปแล้วครับ

วิชามารรัฐกิจ-101 : ว่าด้วยการโกงรัฐให้แนบเนียน โดยไม่ต้องประมูลได้อย่างไร?


โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ต่อตระกูล ยมนาค ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


ลองวาดภาพในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นหลักสูตรสอนวิชาโกงรัฐขึ้นสอนในระดับมหาวิทยาลัยในหลักสูตรบริหารธุรกิจ ถ้าสังคมไทยยังพัฒนาการเมืองไปในทางที่เป็นอยู่เหมือนในปัจจุบันที่มีนักการเมืองที่โกงกินเงินของประเทศ ยังคงได้เงินก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากส่วนแบ่ง 5% เพิ่มเป็น 10%,15%, 20%, 25% มาเป็น 30% ในปัจจุบันนักการเมืองจำนวนหนึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากเงินที่ได้มาเพียง 1,000 ล้าน (10%) เมื่อ 6 ปีก่อน กลายมาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่สำคัญในปัจจุบัน นักการเมืองอีกพวกหนึ่งเรียนรู้เทคนิคลับนี้จากปรมาจารย์ที่เป็นระดับผู้นำพรรคหนึ่งในอดีต สามารถล็อกเงื่อนไขการประมูล ทำให้พรรคพวกกลุ่มตนเองได้งานจัดซื้อจัดจ้างงานภาครัฐเกือบทั้งหมด


ความรู้ที่ต้องเรียกว่าเป็น วิชามารรัฐกิจนี้ มีผู้รู้อยู่ในนักการเมืองจำนวนไม่มาก จากหลักการโกงง่ายๆ ที่มีแต่หลักการที่ว่า ต้องอย่าให้มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร โดยห้ามรับเป็นเช็ค ให้รับเป็นเงินสดเท่านั้น แม้จะต้องใช้รถแวนขนกันเต็มคันรถก็ตาม หากต้องเขียนให้เขียนบนฝ่ามือแล้วชูให้อ่าน เมื่อฝ่ายผู้ถูกรีดไถอ่านเสร็จให้รีบลบข้อความออกจากฝ่ามือ โดยถูมือทั้งสองข้างทันที


จากความรู้เทคนิคง่ายๆ กลายเป็นความรู้ที่ขยายตัวไปถึงการนำเงินเหล่านั้นไปใช้เพื่อเข้าสู่การยึดอำนาจปกครองประเทศตามวิถีทางการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ได้อย่างไร โดย ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ได้นำมารวบรวมเป็นครั้งแรก ตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ "คู่มือทรราช - เทคนิคการคอร์รัปชันปล้นชาติ ยึดประเทศและทำลายคนดี" เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2543 และกลายเป็นหนังสือขายดี ที่ทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองในอีก 5 ปี ได้แม่นยำยิ่งกว่าหมอดู และในปี 2550 ดร.วุฒิพงษ์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกวิชามารนี้ทำลายไปตามเทคนิค "ทำลายคนดี" ที่อาจารย์ได้เขียนไว้เองในหนังสือเล่มนี้ ขอยกบัญญัติ 10 ประการของผู้ที่จะเป็นผู้นำทรราชมาสรุป ดังนี้


1.ยึดรัฐบาล เริ่มด้วยการยึดสภาหรือกวาดซื้อ ส.ส. 2.ยึดธุรกิจผูกขาด ธุรกิจคมนาคม ธุรกิจขนส่ง 3.ยึดองค์กรของรัฐ วางคนของตัวเองในตำแหน่งสำคัญๆ ในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ และรัฐวิสาหกิจ 4.ทำลายคู่แข่งทางการเมือง วิธีการทำลายที่ดีที่สุดก็คือทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ 5.ทำลายคนดี ต้องทำลายเพราะคนดีเป็นอุปสรรคการโกงชาติ ปล้นประชาชน วิธีการที่ดีที่สุดคือซื้อสื่อ 6.ทำลายภาคประชาชน ให้ขัดขวางความเติบโตของภาคประชาชนด้วยการทำให้พวกเขาขาดแคลนใน "3 ชั่น" คือ Education, Organization และ Information 7.ขัดขวาง (ทำลาย) การปฏิรูปทางการเมือง 8.สร้างภาพลักษณ์ เน้นวิธีการ "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น" และซื้อนักวิชาการ 9.สร้างเครือข่ายทุจริตชน ควรประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ เช่น นักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นายทหารระดับสูง มาเฟีย สื่อมวลชนอาวุโส 10.สร้างการบริหารองค์กรทรราช ต้องบริหารแบบทรราชมืออาชีพ และพัฒนาฝีมือตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถเขมือบโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ สู่ระดับแสนล้านบาทให้ได้
ในเนื้อหาวิชามารรัฐกิจ-101 จะให้ความรู้ในขั้นปฏิบัติของกลุ่มผู้ทุจริตโกงชาติต่อจากตำราคู่มือทรราช เพื่อให้สามารถโกงเงินรัฐให้แนบเนียนโดยไม่ต้องประมูลได้อย่างไรเป็นความรู้ที่สาธารณชนคนดี ที่รักชาติ รักประชาธิปไตยควรรู้ไว้ และใช้ในการติดตามพฤติกรรม


ลักษณะขบวนการโกงเงินของชาติจะมีพฤติกรรม 9 ประการ ดังนี้
1.จะไม่สร้างหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีเอกสารและลายเซ็น ไม่มีการโอนเงินทางธนาคาร ไม่เจรจาในสถานที่อาจถูกอัดเทป อัดคลิป หรือถูกถ่ายภาพ
2.ล็อกเงื่อนไขการประมูลตั้งแต่เริ่มเขียนโครงการ (TOR) กำหนดเงื่อนไขที่มีผู้ผลิตได้คนเดียวในโลก เช่น เครื่อง X-Rays กระเป๋า ต้องตรวจยาเสพติดได้ด้วย กำหนดเงินค้ำประกันสูงหลายพันล้าน กำหนดคุณสมบัติพิเศษที่มีราคาสูงแต่เวลาทำจริงจะลดหย่อนสเปคให้ถ้าเป็นบริษัทพวกตัวเอง กำหนดเวลาส่งมอบสั้นและมีค่าปรับสูงมากและกำหนดเสร็จภายใน 1 ปี แต่ทำจริงต่อรองให้เป็น 2 ปีครึ่งและไม่ปรับ
3.จำกัดผู้มีสิทธิเข้าประมูลให้เหลือเพียงบริษัทกลุ่มของตนจัดเป็นคู่แข่งหลอกไม่เกิน 2 ราย
4.แต่งตั้งข้าราชการที่มีอำนาจ ประธานกรรมการและกรรมการ รัฐมนตรี เข้าไปควบคุมทุกกรรมการ
5.สร้างการสนับสนุนจากสื่อ โดยซื้อนักเขียนบทวิจารณ์ และสร้างม็อบว่าจ้างมาสนับสนุนโครงการ
6.สร้างโครงการที่เป็นโครงการเทคโนโลยีสูง เป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้สร้างราคากลางได้สูง
7.จำกัดระยะเวลา การจัดเตรียมราคาเสนอให้จำกัด ทำให้คนทั่วไปจัดเตรียมข้อมูลเสนอประมูลไม่ทัน ส่วนพวกตัวเองได้เตรียมการมาล่วงหน้าเป็นปี
8.ใช้วิธี E-Auction ทำให้รู้ตัวผู้ที่จะเข้าประมูลแข่งได้หมด ฮั้วได้ 100%
9.ให้หลีกเลี่ยงการนำเข้าเสนออนุมัติในคณะรัฐมนตรีที่มีพรรคอื่นร่วมพิจารณาด้วย ถ้าจำเป็นให้เจรจาแลกเปลี่ยนการหนุนโครงการจากพรรคตรงข้าม
ถ้าได้ทั้ง 9 ข้อแล้ว ยังมีผู้เข้ามาประมูลแย่งงานในราคาต่ำ ให้หาเหตุตัดผู้เสนอเหล่านั้นให้หมดสิทธิได้รับการเปิดซองราคา โดยใช้เหตุผลว่าไม่ผ่านทางด้านของเทคนิค


ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 08/06/52

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

การพัฒนารัฐวิสาหกิจกับการแปรรูป (จบ)

บรรยง พงษ์พานิช ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ทำไมการแปรรูปจึงเกิดยาก
ใครเป็นผู้เสียหาย ทำไม NGO ซึ่งเป็นภาพที่ดูว่าดูแลผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่จึงต่อต้าน

1. เพราะผู้เสียผลประโยชน์จะต่อต้าน นั่นคือ คนที่เคยได้ประโยชน์อันไม่ควรจากการมีรัฐวิสาหกิจ
(1) นักการเมือง โดยภาพรวมเขาคุมอยู่ นักการเมืองจะไม่ชอบการแปรรูปโดยสมบูรณ์ ที่ผ่านมาไทยก็ไม่เคยมีการแปรรูปโดยสมบูรณ์ แต่มันเป็นเพียงการเพิ่มบทบาทของตลาดเข้าไป แต่ก็ยังดีกว่ายังมีประโยชน์
(2) ผู้บริหาร เพราะการบริหารรัฐวิสาหกิจง่าย มี monopoly guide อยู่แล้ว
(3) พนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาทิเช่น คนขับรถ มีเงินเดือนสูงกว่าในตลาดมาก มีระบบอุปถัมภ์
(4) คู่ค้า ค้าขายกับรัฐวิสาหกิจง่ายกว่าค้าขายกับเอกชนมาก
(5) ประชาชนผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มีความรู้สึกว่า ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจจะได้รับการอุดหนุน หากขาดทุนเขาจะไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเป็นเอกชนเข้ามาจะมาเอากำไร ค่าบริการจะแพง

2. ความจริงจังของนโยบาย
การแปรรูปในอดีตในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 เขียนว่าการแปรรูปเป็นนโยบายสำคัญอยู่ในบทสรุป
ผู้บริหารแต่ข้างในไม่มีรายละเอียด และฉบับที่ 6 ก็เขียนเหมือนกันอีกแต่ไม่มีรายละเอียด เพราะไม่มีใครอยากให้แปรรูปดังที่ได้กล่าวข้างต้น
การแปรรูปที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาต้องเป็นว่าเป็นอุบัติเหตุ อาทิเช่น
- การบินไทยยอมเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องการซื้อเครื่องบิน กระทรวงการคลังจะค้ำประกันให้ก็ได้แต่การบินไทยต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์
- ปตท. ยอมเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องการเงินจริงๆ บริษัทลูกมีหนี้ท่วมหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จะขอเงินจากกระทรวงการคลังก็ไม่ให้ และให้ไม่ได้ด้วย เพราะมี IMF คุมอยู่ด้วย
- การแปรรูปโดยให้สัมปทานโทรศัพท์ มันไม่เกิดจากว่าต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่มันเกิดจากการที่นักการเมืองอยากได้ค่าคอมมิชชั่น
- แต่ถ้ากระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ กระทรวงการคลังจะบังคับเพราะเห็นประโยชน์

กระบวนการแปรรูปแบบไหนที่เหมาะสมสำหรับเมืองไทย ต้องพูดใน 2 ประเด็น คือ

1. แบบไหนดี คือ ต้องเป็นการแปรรูปตามมาตรฐานสากล แปรให้สุดให้เอกชนถือ 100% ในที่สุด
หรือแม้กระทั่งการขายกิจการให้ต่างชาติ เพียงแต่ต้องมีกรอบกติกา มี regulator ที่ดีพอ อาทิเช่น โรงแรมเอราวัณพอไม่มี monopoly เพราะมีการแข่งขัน ไม่มีโรงแรมไหนในประเทศไทยเลยที่ขาดทุน แต่โรงแรมเอราวัณขาดทุนอยู่โรงแรมเดียว มีหนี้ มีสิน พอประมูลขายได้เงินเอาไปคืน ทุกวันนี้ ก็มีแต่กำไรและสุดท้ายแล้วโรงแรมเอราวัณก็มีกำไรทั้งที่ไม่ได้ monopoly แต่บางธุรกิจอย่างองค์การโทรศัพท์ ทำไมถึงกำไร มันมาจากเงินกินหัวคิวทั้งนั้น การสื่อสารก็กินหัวคิวฟรีๆ ไม่ได้มาจากผลประกอบการ

2. แบบไหนยอมรับกัน ก็ต้องมาพูดถึงทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ ซึ่งก็ต้องไล่กันไปตั้งแต่ระดับปัญญาชน แต่ข้อเท็จจริงก่อนเลยคือตัวรัฐบาลต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำอย่างดี และไม่บิดเบือน แต่ยากมากเพราะเจ้ากระทรวงต่างๆ ไม่ให้ความร่วมมือ

การแปรรูปที่ถูก รัฐวิสาหกิจเป็นคนที่ถูกแปรรูป เขาถูกกระทำ แล้วคุณให้คนที่ถูกแปรรูปเสนอแผน มันจะไม่ถูกบิดเบือนหรือ เพราะประโยชน์ของการแปรรูปไม่ได้ตกอยู่ที่รัฐวิสาหกิจ แต่จะตกอยู่ที่ผู้บริโภค (tax payer) อยู่ที่คนทั้งมวล อาทิเช่น ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตศึกษาการแปรรูปไฟฟ้า ยังไงก็จะไม่ออกมาเป็น power pool system การแปรรูปการไฟฟ้าที่ดี คือ ต้องแยกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตออกเป็น 5 องค์กร นั่นคือ ถือว่าเป็นการแปรรูปว่าดีที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำเพราะรัฐก็ยังมีความต้องการทรัพยากรไปใช้อย่างอื่น โดยเฉพาะตอนนี้รัฐต้องการทรัพยากรมาก เพราะว่าต้องตั้งงบประมาณขาดทุนจำนวนมาก ในระยะเวลา 2-3 ปี ข้างหน้า ดังนั้น ถ้าบรรเทาภาระเรื่องของการลงทุนใน infrastructure ที่เอกชนลงทุนเองได้ รัฐก็จะมีทรัพยากรเหลือไปใช้อย่างอื่น
ต้องมี Regulator ที่มีบทบาทจริงๆ ต้องแยกเป็นสาขาไป หลักใหญ่ ก็คือ คนที่ทำหน้าที่ 2 อย่าง

1. สร้างกลไกตลาดให้เกิดการแข่งขัน เป็นคนที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่ากลไกตลาดได้ถูกทำให้เกิดมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
2. คุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจนเกินไป อาทิเช่น การท่าอากาศยาน บอกว่า ไม่ monopoly แต่ในทางธรรมชาติไม่มีใครมาสร้างได้ เป็น natural monopoly จึงต้องมี regulator เพื่อไม่ให้การท่าอากาศยานขึ้นราคาได้ตามใจชอบ หรือ ปตท. มีส่วนที่เขาแข่งกับตลาดอยู่แล้ว อาทิเช่น ระบบการจัดจำหน่ายน้ำมันก็ว่ากันไป แต่ส่วนที่เป็น natural monopoly อาทิเช่น ท่อแก๊ส ต้องมี regulator เพื่อดูแลเรื่องราคา
Regulator ต้องเป็นองค์กรที่มีรูปแบบที่จะทำหน้าที่กล่าวนั้นได้เป็นอย่างดี และไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรอิสระ
ด้านตัวบทกฎหมายไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ เพราะ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 เป็นการดูเรื่องการแปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชนเท่านั้น นโยบายรัฐบาลสำคัญกว่า และหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องการแปรรูปต้องเป็นหน่วยงานระดับชาติ ต้องเป็นนายกฯ ไม่ใช่แค่ระดับกรมอย่าง สคร. ช่วยไม่ได้ เพราะรัฐวิสาหกิจเป็นหัวแก้วหัวแหวนของเจ้ากระทรวง เวลามีการแบ่งโควตากระทรวงจะมีกระทรวงเกรด เอ บี ซี ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐวิสาหกิจในสังกัด
รัฐวิสาหกิจควรแปรรูปทั้งหมดหรือไม่
ต้องดูที่วัตถุประสงค์ เพราะ

- บางรัฐวิสาหกิจตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์บางอย่างของประเทศชาติ อาทิเช่น เพื่อความมั่นคงก็จะควรคงเอาไว้
- บางรัฐวิสาหกิจตั้งขึ้นมาเพื่อหารายได้ อาทิเช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล โรงงานยาสูบ ไม่ต้องแปรรูป
- พวกที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการใช้พื้นฐานของประชาชน ไฟฟ้า ประปา สาธารณูปโภค Logistic ทั้งหลาย ควรแปรรูป
- การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ต้องการเงินช่วยเหลือก็ต้องแปรรูปแบบพิเศษไม่ใช่แปรรูปซะทั้งหมด

การพัฒนารัฐวิสาหกิจกับการแปรรูป (1)

บรรยง พงษ์พานิช ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม


ใน 20 ปีที่ผ่านมา มีการแปรรูปกว่า 80,000 แห่งทั่วโลก คำถามก็คือตั้งหน้าตั้งตาขายชาติกันทั้งโลกหรือ
ทำไมการแปรรูปจึงเกิดขึ้นมาก


เหตุผลสำคัญ ก็คือ มันพิสูจน์ว่าการจัดการโดยเอกชนดีกว่าจัดการโดยรัฐ และถ้าคุณสามารถสร้างกลไกตลาดที่ดีได้ เอกชนจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ารัฐจริงๆ การพิสูจน์ที่สำคัญที่สุด ก็คือ ในประเทศ ที่เรียกว่า Transition Economy คือ ประเทศที่เปลี่ยนจากระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ประเทศหลังม่านเหล็กทั้งหมดมี รัสเซีย ยุโรปตะวันออก สังคมนิยม หรือที่เรียกว่า Central Plan Economy บอกว่าเพื่อความเป็นธรรมรัฐเท่านั้นถึงจะเป็นเจ้าของทรัพยากร ขณะที่ปรัชญาทุนนิยมบอกว่าเพื่อประสิทธิภาพเอกชนเท่านั้นถึงจะใช้ทรัพยากรได้ดีกว่า 2 ระบบนี้เน้นคนละด้านกัน อันหนึ่งเน้นความเป็นธรรม อีกอันหนึ่งเน้นประสิทธิภาพประสิทธิผล


ตั้งแต่ 1979 โลกมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นทุนนิยมทั้งจากจีน รัสเซีย พอโลกเปลี่ยนมาเป็นทุนนิยมใน 80,000 แห่ง ที่แปรรูป 72,000 แห่ง มันอยู่ในประเทศที่เปลี่ยนจากคอมมิวนิสต์ เพราะประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์รัฐเป็นคนทำแทบทุกอย่าง เมื่อเปลี่ยนมาเป็นเศรษฐกิจระบบตลาด ก็ต้องให้เอกชนทำเพราะถ้ารัฐยังทำมันก็ยังไม่เป็นระบบตลาดอีก นั่นคือ กำลังจะบอกว่าแม้ประเทศที่มีปรัชญาเชื่อมั่นและเถียงกันมาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี ว่ารัฐดี ยังยอมแพ้หมดแล้วทั้งโลก


มันเป็นคำตอบว่าทำไมถึงต้องแปรรูป เพราะมันพิสูจน์แล้ว ทั้งโลกยอมรับแนวคิดนี้เหลืออีกเพียงบางประเทศในโลกที่ยังไม่ยอมเชื่อ คือ เกาหลีเหนือ พม่า เวเนซุเอลา และพวกประเทศจนๆ อย่างในแอฟริกา
ในประเทศที่ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ การเกิดรัฐวิสาหกิจในอดีตมีหลายเหตุผล ว่า ทำไมรัฐทำไปก่อน


1. ธุรกิจมีขนาดใหญ่เกินกำลังกว่าที่เอกชนจะทำได้ อาทิเช่น ในรัชกาลที่ 5 ไม่มีบริษัทไหนขึ้นมาทำการรถไฟได้ ขนาดมันใหญ่เกินไป


2. ธุรกิจบางอย่างเป็นประโยชน์โดยรวม แต่ประโยชน์นั้นไม่สามารถตกเป็นของผู้ประกอบการได้ทั้งหมด เพราะประโยชน์ตกกับรัฐ อาทิเช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจที่ดีแน่นอนแต่มันไม่ได้ตกอยู่กับผู้ประกอบการผู้เดียว เพราะมันไม่ได้ตกอยู่กับคนนั่งรถอย่างเดียว คนที่ไม่ได้นั่งรถก็ได้ประโยชน์ไปด้วย คนสัญจรทั่วไปรถไม่ติด คนเหล่านี้ก็ได้ด้วย ประโยชน์มันตกกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม


3. ในช่วงเวลานั้นไม่มีแรงจูงใจและผลตอบแทนพอที่เอกชนจะทำ เพราะยังไม่สามารถทำกำไรได้ แต่พอไปถึงจุดหนึ่งเอกชนทำได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิเช่น โรงแรมเอราวัณเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะเมื่อสมัย 50 ปีที่แล้วไม่มีโรงแรมชั้น 1 เอกชนไม่ลงทุน แต่เราต้องส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว รัฐจึงต้องเวนคืนที่ดินมาลงทุนเอง


สรุปเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ว่า ธุรกิจใดก็ตามถ้าอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถแปรรูปได้ ก็ควรแปรรูปไปทั้งหมด
การแปรรูปเกิดประโยชน์อย่างไร


1. ประสิทธิภาพ เหมือน มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ พูด when state owned, nobody owned
ประสิทธิภาพในที่นี้ หมายถึง ผู้บริโภคหรือประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง จะได้ของที่มีคุณภาพดีขึ้น มีปริมาณพอเพียงและมีต้นทุนการผลิตหรือบริการที่ต่ำลง ไม่ใช้คำว่าราคาเพราะถ้าเอกชนทำ เขาก็ไม่อุดหนุนให้ แต่หากรัฐต้องการอุดหนุนให้ประชาชนก็ทำได้ ยกตัวอย่างเช่น รถไฟ ขาดทุน เพราะมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย สมมติมีรายจ่าย 10,000 ล้าน และรายได้ 9,000 ล้าน ก็ขาดทุน ถ้าเอกชนทำจะลด 10,000 ล้านลง หรือว่าอาจจะขาดทุนเพียง 500 ล้านบาทก็ได้ แล้วที่เหลือรัฐก็มาอุดหนุนก็ยังดีกว่าทำเอง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันก็เป็นบทพิสูจน์มาทั่วโลก องค์การโทรศัพท์ แปรรูปแบบให้สัมปทานทำให้ผู้บริโภคได้หมายเลขโทรศัพท์เร็วขึ้น จากเดิมต้องรอ 2 ปี หรือก็ต้องจ่ายเป็นแสน ปัจจุบันจ่ายแค่ 2,500 บาท 2 วันเสร็จ


2. การประหยัดทรัพยากรภาครัฐ รัฐมีงบประมาณอยู่แค่ไหน และก็มีหนี้สาธารณะที่มีข้อจำกัด โดยจะเห็นได้ว่าเกิดจากรัฐวิสาหกิจถึง 25% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด ถ้าแปรรูปแล้วรัฐก็ไม่ต้องมารับผิดชอบ รัฐไม่ต้องเจียดงบลงทุนให้กับรัฐวิสาหกิจ จะได้นำเงินไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและที่เอกชนไม่ทำ อาทิเช่น การศึกษา ความมั่นคง รัฐจะได้เน้นใช้ทรัพยากร งบประมาณลงไปในสิ่งที่จำเป็น จะได้ไม่ต้องมายุ่งในส่วนของที่เอกชนดูแลอยู่ ซึ่งสำคัญมาก


3. การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ เมื่อแปรรูปและมีการแข่งขัน จะเกิดประสิทธิผลและการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ


4. ตลาดทุน เป็นประโยชน์ที่ไม่ใช่สำคัญที่สุด แต่จะทำให้ตลาดทุนเติบโตมีเงินไหลเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น อาทิเช่น มาเลเซียมีรัฐวิสาหกิจ 40 กว่าแห่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีขนาดใหญ่กว่าเราตั้ง 6 เท่า รวมทั้งการเข้ามาอยู่ในตลาดทุนจะทำให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจโปร่งใสและตรวจสอบได้ รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เหมือนอยู่ในที่แจ้ง วัดประสิทธิภาพได้ อย่างเช่น การบินไทยขาดทุน 25,000 ล้านบาท เกิดจากอะไร เราก็ทราบได้ อาทิเช่น เกิดจากพันธมิตรปิดสนามบิน น้ำมันราคาขึ้น ล็อกราคาผิด ทำไมมีเครื่องบินทั้งหมด 86 ลำ อยู่บนพื้นดิน 22 ลำ ประสิทธิภาพของช่างเป็นอย่างไร ทำไมการบินไทยมีพนักงาน 26,000 คน ขณะที่ Victoria International Airline ซึ่งขนาดเท่าการบินไทย แต่มีพนักงานแค่ 9,000 คน ซึ่งมันฟ้องได้หมดเราทราบเหตุผลของการขาดทุน แต่อย่างการรถไฟเราทราบว่าขาดทุนแต่ไม่รู้ว่าขาดทุนเพราะอะไร หรือตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณไม่จดทะเบียน คุณไม่ต้องเปิดเผยงบการเงิน คุณจะทำอะไรก็รายงานรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้น แต่เมื่อเขาเข้าตลาดจะต้องรายงานตลาด ซึ่งหมายความว่าคุณต้องมีงบการเงินและต้องรายงาน เขาเรียก Market Scrutinize คือ ตลาดจะต้องเข้าไปดูว่า


1. อย่าโกง


2. ต้องมีประสิทธิภาพ อาทิเช่น นักลงทุน เขาจะนำไป ปตท.เทียบกับบริษัทต่างชาติ คือ เทียบกับระดับโลก แต่ไม่ได้บอกว่ามันป้องกันทุจริตได้แต่มันดีขึ้นเยอะ คือ มันมีกลไกเข้าไปช่วย ตัวอย่าง การบินไทย ตอนที่ไม่จดทะเบียนก็ไม่ต้องบอกใคร ขาดทุนเป็น 20,000 ล้านบาท เราก็ไม่รู้ เขาก็ไปหาวิธีแก้กัน แต่พอมาอยู่ในตลาดก็ต้องรายงาน การบินไทยต้องแข่งกับตลาดโลก ไม่ได้น้ำมันราคาพิเศษ ต้องขายตั๋วแข่งกับรายอื่น ไม่สามารถเอา monopoly ไปป้องกันได้ พอไม่มีประสิทธิภาพผลมันก็จะฟ้อง ขณะที่รัฐวิสาหกิจอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในสภาพนี้ ไม่มีประสิทธิภาพก็มีข้ออ้างไปเรื่อยๆ หรืออย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดี มีผู้บริหารที่ดี กู้เงินจากธนาคารโลกมาตลอด เวลาจะทำอะไร ต้องทำรายงาน การตั้งราคาก็ต้องทำ feasibility study ให้เขา แต่แบบนี้ก็ยังสู้อยู่ในตลาดไม่ได้ เพราะธนาคารโลกก็ดูแค่คืนเงินกู้ได้ แต่ตลาดไม่ใช่ต้องเอากำไรมาให้ นี่คือ ข้อดีของการเข้าตลาด

แปรรูปอย่างไรสังคมไทยจึงไม่เสียประโยชน์

รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

แนวคิดในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบันในสังคมหลายประเทศ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเปลี่ยนผ่านทั้งหลายจากระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาเป็นแบบกลไกตลาด ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากมีอยู่ว่า “รัฐควรมีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในระบบเศรษฐกิจ” หากเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐก็จะมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจต่ำ แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศเปลี่ยนผ่าน รัฐก็ยังคงมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจสูง

การศึกษาของธนาคารโลกในช่วง 1980-1991 พบว่า มีการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจไปแล้ว 6,832 แห่ง กระจายไปทั่วโลก โดยแยกเป็นในประเทศเปลี่ยนผ่านจำนวน 4,500 แห่ง หรือร้อยละ 66 ยุโรปตะวันออก จำนวน 805 แห่ง หรือร้อยละ 12 ส่วนภูมิภาคอื่นๆ เช่น ละตินอเมริกาและแคริบเบียนร้อยละ 12 แอฟริกา ร้อยละ 5 เอเชีย ร้อยละ 2 และประเทศพัฒนาแล้วหรือกลุ่มประเทศโออีซีดี ร้อยละ 2 ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ร้อยละ 1 จนถึงปัจจุบันมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปแล้วไม่น้อยกว่า 80,000 แห่งทั่วโลก

ส่วนเหตุผลหลักๆ ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นมีหลายประการ ได้แก่

ประการแรก รัฐต้องการลดบทบาทในระบบเศรษฐกิจให้ต่ำลง หรือต้องการทำให้รัฐมีขนาดเล็กลงไม่ใหญ่โต เหมือนแต่ก่อน เช่น ประเทศยุโรปตะวันตก หรือสหรัฐอเมริกา

ประการที่สอง เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนภายในประเทศ เพราะเชื่อว่า ภาคเอกชนจะมีความคล่องตัวกว่าในการดำเนินการ และบางสาขาเศรษฐกิจก็สามารถทำงานได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพกว่าภาครัฐ อย่างไรเสียภาครัฐยังมีหน้าที่ในการกำกับดูแลอยู่เช่นเดิม ในรูปคณะกรรมการกลางขึ้นมากำกับดูแล ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการพัฒนาประเทศ

ประการที่สาม ลดภาระการคลังของรัฐลงทั้งด้านงบประมาณแผ่นดินและหนี้สาธารณะในแต่ละปี

ประการที่สี่ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเติมความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ให้ดีขึ้น

แต่สำหรับประเทศไทยนั้น เวลาพูดถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเมื่อไหร่กลายเป็นประเด็นร้อนและเป็นข้อขัดแย้งอย่างสำคัญของสังคม เหตุเพราะว่าสังคมไทยไม่ได้รับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้านจากภาครัฐถึงความจำเป็น ผลดี หรือผลเสียของการแปรรูป การไม่เปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งออกสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งยังขาดกฎหมายดำเนินการแปรรูปที่สมบูรณ์ครบถ้วนในการดำเนินการทุกๆ ขั้นตอนของการแปรรูป นับตั้งแต่กระบวนการเข้าสู่การแปรรูปของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมต้องเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทนี้หรือประเภทนั้น และหลังการแปรรูปแล้วก็ไม่มีกลไกหนึ่งกลไกใดควบคุมหรือกำกับดูแลผลประโยชน์ของสังคมหรือบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการแปรรูป เป็นต้น ทั้งหมดที่กล่าวโดยย่อนี้สังคมจึงมองการแปรรูปที่ผ่านมาว่า “ไม่มีความโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการดำเนินการ ไปจนถึงการขายสมบัติชาติ”

นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านมีความเห็นคล้ายๆ กันว่า เครื่องมือในการดำเนินการแปรรูปของไทยที่ผ่านมาคือ กฎหมายนั้นยังขาดความสมบูรณ์ครบถ้วนในการดำเนินการ โดยหมายถึง พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ได้กล่าวแต่เพียงว่า การแปลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้นของบริษัทเท่านั้น แต่ในส่วนของการนำหุ้นออกไปขายนั้นกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ระบุแต่อย่างใด รวมทั้งยังมองว่าการจัดทำกฎหมายดังกล่าวก็เป็นไปอย่างรีบเร่งเพราะแรงบีบจากต่างประเทศ ทำให้ขาดการศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียดรอบด้านทั้งในแง่บริบทสังคมไทยและบริบทของต่างประเทศเป็นการเปรียบเทียบ

ข้อเสนอของนักวิชาการเหล่านั้นเห็นว่า ประเทศไทยควรมีกฎหมายกลางสำหรับการแปรรูปอย่างครบวงจร ตั้งแต่การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจไปจนถึงการกระจายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอนจะต้องเปิดเผย และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ และมีกระบวนการรายงานต่อรัฐสภา
สำหรับการจัดสรรหุ้นนั้นไม่ควรมีการจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการคุณ แต่ควรให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วไป ด้วยวิธีการจัดสรรแบบขั้นบันได หรือโดยวิธีการอื่นซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความสำคัญแก่ผู้จองซื้อหุ้นรายย่อย และห้ามมิให้ผู้ใดถือหุ้นของบริษัทที่แปลงสภาพเกินกว่าร้อยละ 5 ส่วนประเด็นเรื่องสิทธิพิเศษที่มีอยู่ในรัฐวิสาหกิจนั้นก็ไม่ควรให้สิทธินั้นตามไปด้วยไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรืออำนาจในการอนุมัติ อนุญาต หรือการได้รับการยกเว้น เป็นต้น

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมฟังความเห็นคิดในประเด็นที่ว่า “สังคมไทยมีความจำเป็นต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือไม่” โดยมีตัวแทนจากคนหลากหลายสาขาอาชีพ มีการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปจนถึงระดับปริญญาเอก เป็นทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย ทนายความ เจ้าของธุรกิจ นักเล่นหุ้น นักศึกษา แพทย์ พยาบาล และนายทหาร พบว่า ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการและกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเห็นว่าภาครัฐไม่ได้ทำการประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังถึงผลดีผลเสียของการแปรรูปว่าถ้าแปรรูปแล้วสังคมจะได้อะไรและเสียอะไร โดยรู้แต่ว่าหากมีการแปรรูปเป็นบริษัทจำกัดแล้วต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ต่อคำถามที่ว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต่อการแปรรูปหรือไม่ เกือบทั้งหมดในที่ประชุมตอบว่า เห็นว่าจำเป็น แต่มีเงื่อนไขว่า

ประการแรก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องวิเคราะห์สถานภาพรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งก่อน เพื่อประเมินความสามารถในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง เพื่อหาวิธีการดำเนินการแก้ไขอย่างเหมาะสม เช่น ปรับปรุง อุดหนุน ยุบเลิก หรือแปรรูป หากเห็นควรแปรรูปควรใช้วิธีแปรรูปแบบไหนจากทั้งหมดที่มี 7 วิธี ซึ่งที่ผ่านมาทราบเพียงว่าแปรรูปแล้วเข้าตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น

ประการที่สอง กิจการที่เห็นควรแปรรูปจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และผลักดันให้เป็นนโยบายสาธารณะ รวมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมากำกับดูแลและขับเคลื่อนอย่างอิสระ โดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการ

ประการที่สาม ควรมีคณะกรรมการกำกับดูแลทุกๆ ขั้นตอน นับตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการและหลังการแปรรูป โดยในแต่ละขั้นตอนประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยเน้นกรอบของธรรมาภิบาลในการดำเนินการ

ประการที่สี่ ในการกำหนดราคาหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายควรมีส่วนในการกำหนดราคา ส่วนการกระจายหุ้นนั้นควรกระจายให้แก่ประชาชนทั่วไปให้มากที่สุดเป็นหลักก่อน

ประการที่ห้า จะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงสถานะรายได้-รายจ่าย เปรียบเทียบทั้งก่อนและหลังการแปรรูปเพื่อให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงการรายงานผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ต่อสาธารณะ ทั้งกระบวนการในรัฐสภาและสาธารณชนทั่วไป

ดังนั้น หากสังคมไทยเห็นว่าการแปรรูปยังคงเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็เชื่อว่าข้อเสนอทั้งจากนักวิชาการทางด้านกฎหมายและจากที่ประชุมที่กล่าวมานั้น จะเป็นกระบวนการและวิธีการที่ดีมีธรรมาภิบาลเพียงพอ สามารถใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการแปรรูปได้ โดยที่สังคมจะไม่เสียประโยชน์มากดังเช่นการแปรรูปที่ผ่านมา

ถึงยุคนักการเมืองใหม่ ไม่ต้องโกงชาติ ไปซื้อเสียง

รองศาสตราจารย์ ดร. ต่อตระกูล ยมนาค ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ปัจจุบันนักธุรกิจที่มีกำลังเงินมาก ได้หันมาลงทุนในธุรกิจการเมืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะธุรกิจการเมืองเป็นธุรกิจที่ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด หาธุรกิจใดๆ เทียบไม่ได้ นอกจากผลตอบแทนในรูปตัวเงินแล้ว ยังได้อำนาจ เกียรติยศ เหรียญตรา และการห้อมล้อม สรรเสริญ จากสาวก และจากข้าราชการในสังกัดอีกด้วย

จากผลงานการศึกษาของนิสิต คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2552 มีอยู่ฉบับหนึ่งที่น่าสนใจ โดยได้นำรูปแบบการคอร์รัปชัน มาหาจุดเชื่อมโยงกันแล้วเขียนออกมาแสดงสมการเพื่อการตัดสินใจความคุ้มค่าในการลงทุนเข้าสู่การเมืองในประเทศไทย ที่สามารถใช้อธิบายออกมาเป็นสมการให้ได้ ว่า การลงทุนเพื่อแสวงเงินตอบแทน จากการคอร์รัปชันของนักการเมืองที่ตั้งใจเข้ามาทุจริตนั้น คุ้มค่าสำหรับนักโกงเมืองกลุ่มนี้จริงๆ สมการนี้มีดังนี้ :
ผลกำไรจากการคอร์รัปชัน = จำนวนเงินโกงจากคอร์รัปชัน - ต้นทุนในการเข้าสู่อำนาจ - ต้นทุนค่าคุ้มกันไม่ให้ถูกจับได้

มาลองคิดตัวเลข กันให้เห็นชัด เพื่อให้เห็นว่าเหตุใด ธุรกิจการเมืองจึงน่าลงทุนที่สุด
รายจ่าย

ต้นทุนในการเข้าสู่อำนาจ
สนับสนุน ส.ส. 10 คน คนละ 50 ล้านบาท เพื่อนำไปแลก 1 เก้าอี้ รัฐมนตรี เป็นเงิน 500 ล้านบาท
ต้นทุนค่าคุ้มกันไม่ให้ถูกจับได้

จ้างสื่อประเภทรับจ้าง 20 ราย รายละ 20,000 บาท ต่อเดือน 4 ปี เป็นเงิน 20 ล้านบาท
จ้างล็อบบี้ยิสต์ หรือบริษัทโฆษณาปีละ 10 ล้านบาท 4 ปี เป็นเงิน 40 ล้านบาท
จ้างทนายความ เพื่อทำคดีฟ้องหมิ่นประมาท ผู้เปิดโปง และจ้างบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ให้เอื้อ และคุ้มครองปีละ 10 ล้านบาท 4 ปี เป็นเงิน 40 ล้านบาท
รายรับ

จำนวนเงินโกงจากคอร์รัปชัน
20% ของโครงการต่างๆ รวม 2,000 ล้านบาท ทุกปี รวม 4 ปี เป็นเงิน 1,600 ล้านบาท
ผลกำไรจากการคอร์รัปชัน = 1,600 ล้านบาท - 500 ล้านบาท - 100 ล้านบาท
กำไร = 1,000 ล้านบาท

จากสมการด้านบนนี้ชี้ให้เห็นว่าตราบใดที่ประเทศไทย มีช่องทางคอร์รัปชันสูง แต่ความเสี่ยงต่ำ นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ ก็สามารถแสวงหาเงินค่าตอบแทนจากกิจการต่างๆ ได้มาก ในขณะที่ต้นทุนในการเข้าสู่อำนาจ และต้นทุนในการป้องกันไม่ให้ถูกจับได้ มีมูลค่าต่ำกว่ามาก ประเทศไทยก็ย่อมจะมีอัตราการคอร์รัปชันที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในสายตานักธุรกิจที่ไร้คุณธรรมและไร้ยางอาย เขาย่อมเลือกการลงทุนประเภทใดๆ ก็ได้ ในที่ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนหรือกำไรสูงสุดเสมอ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชัน คือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลงานในการเอาผิดนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีระดับว่าการกระทรวง จนถึงติดคุกได้ไปหลายคนแล้ว ทำให้ต้นทุนในการป้องกันไม่ให้ถูกจับได้สูงขึ้น จนไม่น่าจะคุ้มค่าแบบในอดีต อีกต่อไปแล้ว

อีกทั้งการเพิ่มต้นทุนในการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองที่มีจิตฉ้อฉล อันเนื่องมาจาก สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเป็น 2 สี 2 ขั้ว ในปัจจุบัน ที่หลายคนมองว่าอาจนำมาสู่การปะทะกันอย่างรุนแรงในการเมืองไทย กลับนำมาซึ่งประโยชน์ ในแง่ที่ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น เป็นการเพิ่มต้นทุนในการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองที่มีจิตฉ้อฉล ซึ่งนับเป็นแนวโน้มที่ดี ที่จะแสดงให้เห็นว่าอัตราการคอร์รัปชันมีแนวโน้มที่จะลดลงได้ตามสมการดังกล่าว

นักการเมืองยุคใหม่ จึงไม่น่าจะมาจากความปรารถนา ความร่ำรวยด้านการเงิน เพราะแม้มีผลกำไรมหาศาลจากการลงทุนเป็นนักการเมือง แต่ก็อาจไม่มีแผ่นดินอยู่ และไม่มีโอกาสใช้เงินที่กอบโกยมาได้ในขณะมีอำนาจ นักการเมืองรุ่นใหม่จึงน่าจะได้มาจากคนที่มีจิตสาธารณะ หวังจะทำงาน หวังจะอุทิศตนช่วยสร้างชาติบ้านเมือง นักการเมืองรุ่นใหม่นี้ไม่ต้องมีเงินมาก เพราะเขาไม่ต้องแข่งกับนักการเมืองรุ่นเก่าที่ใช้เงินทุ่มอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะนักการเมืองแบบเก่าจะต้องไปอยู่ในคุกหมดในที่สุด จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

นักการเมืองรุ่นใหม่ ต้องไม่โกงชาติ ไม่ต้องใช้เงินมาซื้อเสียงอีกต่อไป เพราะประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองทั่วแผ่นดินไทยในวันนี้ ไม่ว่าจะใส่เสื้อเหลือง หรือใส่เสื้อแดง ก็คิดตรงกันอย่างน้อย 1 เรื่อง ก็คือ เขามีหน้าที่จับตาคนโกงชาติ แม้ขณะนี้ จะมุ่งเพ่งเล็งนักการเมืองเฉพาะที่อยู่พรรคตรงกันข้ามเป็นพิเศษก็ตาม ก็เป็นผลดีของการเมืองไทยอย่างหนึ่ง เพื่อผลสำเร็จในการกำจัดนักการเมืองที่โกงชาติ เอาเงินมาทุ่มซื้อเสียงให้หมดไป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 16-03-52