วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จับตาการรถไฟ ทิศทางถูก หลักการผิด

โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ในที่สุด กระทรวงคมนาคมก็สามารถคลอดแผนพัฒนา ร.ฟ.ท. ซึ่งเป็นแผนใหม่ล่าสุดออกมาได้สำเร็จ โดยได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แผนนี้ถูกมองว่า เป็นการถอยกันคนละก้าวระหว่างสหภาพการรถไฟกับฝ่ายบริหาร กล่าวคือ สหภาพอาจยอมให้ฝ่ายบริหารตั้งบริษัทลูกที่เรียกว่าแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่งเป็นรถไฟที่เชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมืองได้ แต่ในส่วนของ 1. การบริหารจัดการเดินรถ 2. การบริหารด้านทรัพย์สิน และ 3. ฝ่ายการช่างกลและซ่อมบำรุงจะตั้งเป็นหน่วยธุรกิจ ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน

สำหรับแผนพัฒนา ร.ฟ.ท. จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1. การปฏิรูประบบรถไฟเพื่อความปลอดภัย อาทิเช่น การปรับปรุงความแข็งแรงของราง การจัดหาหัวรถจักรใหม่ ฯลฯ 2. การเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางและการขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิเช่น เส้นทางบัวใหญ่-มุกดาหาร-นครพนม และเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และ 3. การลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด เทรน) ในระบบรางมาตรฐาน แผนงานใหม่ของการรถไฟมีความน่าสนใจ คือ

1. จะมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งบูรณะเส้นทางเดิม 2,272 กิโลเมตร และเพิ่มเติมหัวรถจักร เป็นวงเงิน 46,000 ล้านบาท

2. ขยายโครงข่ายสายใหม่ คือ สิงคโปร์-คุนหมิง เชื่อมเส้นทางฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ เชื่อมรถไฟสายปอยเปต-ศรีโสภณ และเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของเชื่อมกับประเทศจีน จำนวน 2,651 กิโลเมตร วงเงิน 392,348 ล้านบาท

3. เพิ่มทางคู่เร่งด่วน 5 ปีแรก (2553-2557) 767 กิโลเมตร วงเงิน 66,110 ล้านบาท ส่วนที่เหลือปี 2558-2567 ระยะทาง 2,272 กิโลเมตร วงเงิน 258,600 ล้านบาท

4. เร่งศึกษารถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หนองคาย จันทบุรี และปาดังเบซาร์ 2,675 กิโลเมตร วงเงิน 708,855 ล้านบาท โดยจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และ

5. จะนำที่ดินของรถไฟทั่วประเทศ จำนวน 234,977 ไร่ ออกมาให้เอกชนเช่า

ผมยังไม่แน่ใจว่าแผนยกเครื่องการรถไฟเที่ยวนี้ จะเดินหน้าไปอย่างราบรื่นหรือไม่ เพราะ

ประการแรก ถึงแม้แผนนี้จะได้รับการยอมรับจาก ครม. เศรษฐกิจแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับในเชิงบวกจากสหภาพแรงงานแต่อย่างใด นี่ยังเป็นความเสี่ยงของการรถไฟในอนาคต

ประการที่สอง การปรับปรุงโครงสร้างและการขยายโครงข่ายสายใหม่จำนวนมหาศาลในไม่กี่ปีข้างหน้า ภายใต้งบประมาณมากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ภายใต้การบริหารงานของหน่วยธุรกิจจะมีหลักประกันอะไรให้สังคมมั่นใจได้ว่าการรถไฟจะสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใสได้ตามที่สังคมคาดหวังไว้ ผมมีความวิตกว่าองค์กรบริหารงานที่มีวัฒนธรรมเป็นราชการ และมีกฎระเบียบที่ขาดความคล่องตัวจะบริหารธุรกิจขนาดนี้ได้อย่างไร ความเป็นราชการจะไม่กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จของโครงการข้างต้นหรือ

ประการที่สาม การบริหารที่ดินกว่า 200,000 ไร่ ภายใต้หน่วยงานธุรกิจที่มีความเป็นราชการ มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นขนมเค้กก้อนใหม่ของนักการเมือง กลุ่มอิทธิพล นักธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟ หากไม่มีแผนงาน และกระบวนการจัดการที่ดีเพียงพอ

ผมคิดว่าขณะนี้ การเคลื่อนไหวยกเครื่องการรถไฟอยู่ภายใต้บรรยากาศที่ดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ปัญหา คือ ฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารของการรถไฟจะทำงานภายใต้ความคาดหวังนี้ให้ได้ดีได้อย่างไร ผมเกรงว่าถ้าหากฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารไม่ระมัดระวังการบริหารจัดการในแต่ละขั้นตอนให้ดีเพียงพอ ก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อน และกลายเป็นความล้มเหลวของการรถไฟ และระบบการขนส่งของประเทศไทยในท้ายที่สุด พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมอดแปลกประหลาดใจไม่ได้ ที่แผนยกเครื่องการรถไฟซึ่งจะใช้เงินกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้อย่างรวดเร็วเพียง 1-2 สัปดาห์ ภายหลังจากที่เกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายในการรถไฟขึ้น หากเข้าใจไม่ผิด ผมเข้าใจว่าแผนฉบับนี้คงจะปรับปรุงขึ้นมาจากแผนของการรถไฟเดิมที่ได้ดำเนินการเอาไว้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น แผนการที่ดูดีขึ้นนี้ อาจขัดกับหลักการบริหารจัดการที่ดี ที่อย่างน้อยที่สุดที่การรถไฟควรมี คือ หลักที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วม ผมไม่แน่ใจว่าแผนฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยฝ่ายบริหารหรือได้มีการเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิเช่น สหภาพรถไฟ กลุ่มผู้ใช้บริการ กลุ่มธุรกิจ กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค สื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้เช่าที่การรถไฟ ฯลฯ มาให้ความเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าหากผู้บริหารการรถไฟไม่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการรถไฟ แผนของการรถไฟก็จะเป็นแผนที่ขาดความรอบด้าน มีแต่มิติทางด้านเทคนิค แต่ขาดมุมมองทางด้านสังคมและเสียงร้องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การบริหารโครงการต่างๆ ของรถไฟ โดยใช้หน่วยธุรกิจจะสามารถตอบคำถามในเรื่องหลักการที่ว่าด้วยประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการรถไฟให้ดีขึ้นได้หรือไม่และอย่างไร ผมคิดว่าผู้บริหารการรถไฟต้องตอบให้ได้ว่าทางเลือกในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการรถไฟมีกี่ทางเลือก และเพราะเหตุใดท่านจึงเลือกทางนี้ และทางเลือกนี้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและประชาชนใช่หรือไม่ ท่านต้องตอบคำถามนี้เพื่อทำให้ หลักที่ว่าด้วยความโปร่งใส และ หลักที่ว่าด้วยความรับผิดรับชอบ ต่อผลที่จะติดตามมาจากการตัดสินใจของท่าน จะได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

ส่วนหลักการสุดท้ายสำหรับการรถไฟ คือ หลักการควบคุมการทุจริต ของนักการเมืองและผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้สหภาพรถไฟเกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร ฝ่ายบริหารควรอธิบายให้ชัดเจนว่าจะปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมการทุจริตภายในองค์กรในอนาคตได้อย่างไร



เผยแพร่ครั้งแรกที่ : กรุงเทพธุรกิจ 23-11-52

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การเมืองเรื่องคอร์รัปชัน กับการล่มสลาย

โดย ศรัณย์ ธิติลักษณ์
ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

การปะทะกันเรื่องผลประโยชน์ในลักษณะของพฤติกรรม ที่มักอ้างเอาเหตุผลของผลประโยชน์สาธารณะ (Public interest) ซึ่งเป็นของคนส่วนรวมในสังคม เริ่มมีภาวะที่รุนแรงมากขึ้น เมื่อเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองของบรรดาฝักฝ่ายคู่ตรงข้ามที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมานี้ และรูปแบบของความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่ชัดเจนระหว่างผลประโยชน์ของบุคคลกับผลประโยชน์ของสาธารณะ เริ่มมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น จนอาจกลายเป็น "โศกนาฏกรรมของทรัพย์สินสาธารณะ" (tragedy of the commons) ซึ่งเกี่ยวข้องกับตรรกะของผลประโยชน์ (the logic of interest) จำนวนมากของผู้บริโภค และการจัดสรรทรัพยากรในสังคม

และครั้นเมื่อพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศลั่นว่าให้ลูกพรรคเพื่อไทย ค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันในฝ่ายรัฐบาลร่วมของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ได้มากที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอภิปรายในสภา อาทิเช่น ในเรื่องของการทุจริต นมโรงเรียน ทุจริตในโครงการรถเมล์ ทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข และทุจริตทุกรูปแบบที่มีข้อมูล นั่นแสดงให้เห็นว่า ประเด็นทางการเมืองที่ใช้อ้างและเป็นเครื่องมือที่ทรงพลานุภาพมากที่สุดในการล้มรัฐบาลนอกจากการโจมตีด้านการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพแล้ว ก็คือ "เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล" (ซึ่งเป็นสูตรที่มักถูกหยิบยกมาใช้กล่าวอ้างได้ทุกยุค ทุกสมัย อย่างมีน้ำหนัก) ทั้งนี้ เพราะในทุกรัฐบาลจะมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบหนึ่งรูปแบบใดแฝงตัวอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าการคอร์รัปชันนั้นจะมีความชัดแจ้ง มีขนาดของวงเงินหรือการแพร่ขยายของการทุจริตมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีคอร์รัปชันแล้ว สิ่งที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรีพูดถึงนั้น ชี้ให้เราเห็นได้ว่า เรื่องของการคอร์รัปชันในสังคมไทยนั้นยังมีอยู่อย่างทั่วไป แม้ว่าจะมีกฎหมาย หรือมาตรการต่างๆ ออกมาควบคุมพฤติกรรมที่น่ารังเกียจนี้แล้ว แม้ว่าสังคมจะตระหนักรับรู้ถึงความชั่วร้าย หรือผลกระทบของการคอร์รัปชันต่อประเทศแล้ว แม้ว่าจะมีการตั้งหน่วยงานจำนวนมากที่คอยดูแลสอดส่องเรื่องนี้แล้ว ตลอดจนถึงขั้นที่ให้มีการประกาศเป็นวาระแห่งชาติแล้วก็ตาม ก็ดูเหมือนว่าเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ มิได้ลดความสำคัญลงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับกลายเป็นเรื่องของการนำเอาเรื่องของการคอร์รัปชัน มาเป็นเครื่องต่อรองผลประโยชน์ของพรรคพวก และที่สุด ก็นำเอามาทำลายล้างกันในทางการเมือง เพื่อลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตน โดยจงใจที่จะละเลย และมองข้ามส่วนของผลประโยชน์สาธารณะ (ทั้งในรูปแบบที่เห็นเป็นตัวเงิน และในรูปแบบของต้นทุนทางสังคม) ของคนจำนวนมากที่ต้องสูญเสียไปกับการต่อสู้ คัดง้าง และแย่งชิงผลประโยชน์กันเองของบุคคลจำนวนหนึ่ง โดยเขาเหล่านั้นจะคงเหลือไว้ซึ่งความล่มสลายของสังคมให้คนรุ่นต่อไปดูต่างหน้า

ที่จริงแล้ว การทำความเข้าใจในเรื่อง "พฤติกรรมที่มีเหตุผล" (rational behavior) ซึ่งเกิดจากการปะทะกันด้านผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่างๆ นั้น นักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ อธิบายได้จากพฤติกรรมของคนบางคน ซึ่งอาจคิดหาเหตุผลได้อย่างถูกต้องว่าตนเองจะได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้น ด้วยการกระทำที่เป็นอันตรายหรือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น แม้อาจจะเป็นการกระทำที่เลวร้ายในทางจริยธรรมก็ตามที ผู้กระทำผิดทราบดีว่าพวกตนสามารถรอดตัวไปได้ แม้ว่าจะทำพฤติกรรมไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมาย หรือไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง พวกเขารู้สึกปลอดภัยเพราะผู้ถูกกระทำผิดมักกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ฝ่ายสูญเสียมักกระจายกันไปในหมู่คนจำนวนมาก ทั้งตัวผู้สูญเสียแต่ละคนในสังคมซึ่งมองโดยทั่วไปก็เสียประโยชน์ไปคนละเล็กน้อย มีขนาดไม่แน่นอน และดูว่าไกลตัวเกินไปสำหรับการต่อสู้เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์กลับมา (อาจต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ยาวนาน เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะซึ่งเป็นทรัพยากรของคนหลายๆ คน) ด้วยเหตุผลนี้เอง จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมการคอร์รัปชันยังคงอยู่ และการต่อต้านคอร์รัปชันจึงมักล้มเหลว และแน่นอนในอนาคตภัยร้ายนี้ย่อมต้องมีผลกระทบต่อสังคมในที่สุด

มากไปกว่านี้ จากอดีตจนปัจจุบันของสังคมใดๆ อาจกล่าวได้ว่า ยังมีเหตุผลอีก 3 ประการ ที่อาจทำให้สังคมเกิดความล่มสลาย (Social Collapse) ได้ นั่นคือ

หนึ่ง เกิดจากจุดเริ่มต้นของปัญหาบางอย่างที่เป็นเรื่องยากที่จะสังเกตเห็น เนื่องจากปัญหาอาจเกิดขึ้นช้าๆ ภายใต้การผันผวนของสังคม

สอง ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาอยู่ห่างไกลพื้นที่ที่มีปัญหา หรือปฏิเสธข้อเท็จจริง (speculative) ในการตัดสินใจปัญหาซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการตัดสินใจโดยอิงกับ "จิตวิทยาฝูงชน" (crowd psychology) และ

สาม ปัญหาอาจยากเกินกว่าขีดความสามารถ หรือศักยภาพในการแก้ปัญหาของคนในสังคมในปัจจุบัน

ผมไม่อยากเห็นสังคมไทย ต้องล่มสลายและเหลือแต่ความผุพังไว้ให้กับลูก หลานไทยในอนาคต ได้โปรดกรุณาหยุดทำร้ายชาติ หยุดการกระทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง และกลับมาเสียสละเพื่อประโยชน์สาธารณะของสังคมไทยในอนาคตดีกว่าครับ



เผยแพร่ครั้งแรกที่ : กรุงเทพธุรกิจ 09-11-52

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กระทู้ถาม "การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน" (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)

แหล่งข่าว ช่อง สทท. /FM 87.5 MHz

มีรายละเอียด ดังนี้

ประธาน : เชิญท่านอานิก อัมระนันทน์ ผู้ตั้งกระทู้ถาม เชิญ

อานิก : ค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งค่ะ เอ่อ ที่หาตัวท่านรัฐมนตรีมาฟังได้ค่ะ ดิฉัน อานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ เอ่อ ในวันนี้จะถามกระทู้นะคะ เรื่อง การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เอ่อ ขออนุญาตท่านประธานนะคะเป็นอารัมภบท อยากจะขอแสดงแผนภูมิ เมื่อกี้เช็คกับเจ้าหน้าที่แล้วว่าอันนี้ไม่ต้องเคลียร์ข้างบนนะคะ เอ่อ โอ้โห ไม่ทราบจะโคลสอัพ ได้มั้ยคะกล้อง แผนภูมิอันนี้จะแสดงถึงผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับ..

ประธาน : ท่านได้ขออนุญาตหรือยัง

อานิก : เอ่อ ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ค่ะ

ประธาน : ครับ เปล่า ผมยังไม่เห็นเรื่องเลย เอ้า ผมอนุญาตครับ ไม่เป็นไร เชิญฮะ เร็วหน่อยก็แล้วกัน...อ่านต่อ

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งกับความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม www.thaigoodgovernance.org
คณะรัฐมนตรีอนุมัติเงินลงทุนโครงการไทยเข้มแข็ง รอบแรกวงเงิน 199,960 ล้านบาท ให้กับ 4 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข

การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้กระทรวงและหน่วย งานต่างๆ มีดังนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 48,078 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ 45,389 ล้านบาท กระทรวงคมนาคม 39,900 ล้านบาท กระทรวงการคลัง 14,500 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข 11,515 ล้านบาท และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11,389 ล้านบาท รวม 6 กระทรวง เป็นเงิน 170,771 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 85 ของเงินทั้งหมด ส่วนกระทรวงอื่นๆ ที่เหลือได้รับการจัดสรรเงินรวมกันเป็นเงิน 25,785 ล้านบาท และมีรัฐวิสาหกิจอีก 6 แห่ง ที่ได้รับการจัดสรร รวมเป็นเงิน 3,405 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.9 และ 1.7 ของเงินทั้งหมดตามลำดับ

แหล่งเงินทุนที่ใช้ดำเนินโครงการมาจาก พ.ร.บ.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท รวมถึงการกู้เงินภายในประเทศตามแผนบริหารหนี้สาธารณะ

หากมองความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจในการจัดสรรเงิน งบประมาณของพรรคร่วมรัฐบาล พบว่า พรรคชาติไทยพัฒนามีอำนาจต่อสูง ทั้งๆ ที่มีจำนวน ส.ส.ในพรรคน้อยกว่าสองพรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะกระทรวงที่พรรคชาติไทยพัฒนากำกับดูแล อย่างเช่น กระทรวงเกษตรฯ ได้รับสรรการจัดเงินงบประมาณมากที่สุด ส่วนพรรคภูมิใจไทย มีจำนวน ส.ส. มากเป็นอันดับสองในรัฐบาล กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณเป็นอันดับสาม ขณะที่พรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับสรรจัดงบประมาณมากเป็นอันดับสอง กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข ได้รับสรรจัดเงินงบประมาณเป็นอันดับสี่ และห้าตามลำดับ

สำหรับกระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรเงิน 11,515 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลระดับจังหวัดจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ และปรับปรุงโรงพยาบาลระดับตำบล ต่อมาได้ถูกชมรมแพทย์ชนบทร้องเรียนว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อครุภัณฑ์ทาง การแพทย์ ทำให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อ ตรวจสอบ ซึ่งบุคคลที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งนั้น ล้วนแต่เป็นบุคคลที่สังคมให้การยอมรับและน่าเชื่อถือทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช หรือพลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ ซึ่งก็น่าชื่นชมรัฐบาลที่รีบดำเนินการแก้ไขปัญหานี้

แต่การแก้ปัญหาอย่างนี้ของรัฐบาล น่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณน้อยกว่าอีกห้ากระทรวงหลัก และเงินก็ถูกใช้ไปเพียงบางส่วนเท่านั้น ขณะที่เงินอีกจำนวนมากกว่า 1.43 ล้านล้านบาท จะถูกใช้จ่ายต่อเนื่องกันไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า และงบประมาณส่วนใหญ่ยังอยู่ในกระบวนการตระเตรียมจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ฉะนั้นรัฐบาลควรเน้นป้องกัน ควบคุมปัญหาการทุจริตเชิงระบบโครงการอื่นๆ ไปด้วย เพราะเชื่อเหลือเกินว่าหากรัฐบาลยังไม่มีกลไกกำกับดูแลที่ดี ปัญหาการทุจริตในโครงการนี้ก็จะทยอยโผล่ออกมาให้ประชาชนได้เห็นเป็นระยะๆ นั้นก็อาจหมายความว่า ความน่าเชื่อของรัฐบาลก็หมดลงตามไปด้วยเช่นกัน

ปัญหาการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง ส่วนสาเหตุที่เรื่องมาแดงในกระทรวงนี้ก่อน เพราะว่ากลไกการตรวจสอบถ่วงดุลกันภายในกระทรวงมีมากกว่าข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เนื่องจากว่าบุคลากรทางการแพทย์ มีความเป็นวิชาชีพ และมีอิสระมากกว่าสาขาอาชีพอื่นๆ

นักทฤษฎีคอร์รัปชัน อาทิเช่น Werner กล่าวว่า การทุจริตมีโอกาสเกิดขึ้นอยู่เสมอ เมื่อมีช่องทาง และถ้าผู้นำประเทศไม่ให้ความสนใจปัญหาการทุจริตก็จะสูงไปด้วย ยิ่งถ้านักการเมืองขาดความซื่อสัตย์สุจริต ขณะที่ประชาชนก็ไม่เข้าใจผลกระทบจากการทุจริต รวมทั้งภาครัฐขาดระบบควบคุมการทุจริตที่ดีมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับ Warioba ที่กล่าวว่า การทุจริตเกิดจากความสัมพันธ์ของเครือข่ายทางธุรกิจ ประกอบด้วย ผู้นำทางการเมืองที่เป็นรัฐบาลและนักธุรกิจ ที่มีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเชิงอุปถัมภ์ระหว่างกัน โดยนักธุรกิจให้สินบนผู้นำทางการเมืองขณะที่นักการเมืองให้สิทธิสัมปทานหรือ เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจอื่นๆ ให้แก่นักธุรกิจที่เป็นพวกพ้อง

ดังนั้น ปัญหาการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเป็นปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือของรัฐบาลด้วย หากรัฐบาลละเลยปัญหา ไม่จริงจังดำเนินการ เพื่อป้องกันแก้ไขในเชิงระบบ รัฐบาลไม่ควรมองว่า การทุจริตในกระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่ได้เกิดขึ้นเท่า นั้น แต่รัฐบาลควรมองกระบวนการทุจริตทั้งหมดอย่างเป็นระบบและหาทางแก้ไขมากกว่า อาทิเช่น การตั้งคณะกรรมการจากบุคคลภายนอกที่น่าเชื่อถือ เป็นกลางมาตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งคู่ขนานไปกับฝ่ายการเมืองที่รัฐบาลตั้ง ขึ้นก่อนหน้านั้น อาจจะทำหน้าที่คล้ายกับ คตส. ก็ได้ แต่ขอให้มีอิสระในการตรวจสอบ เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบสิ้นสุดแล้ว ให้เสนอรายงานต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อการตัดสินใจเชิงบริหารในฐานะผู้นำประเทศต่อไป

เผยแพร่ครั้งแรกที่: กรุงเทพธุรกิจ 26-10-52

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทำไมต้องหยุดใช้การประมูลแบบอีออคชั่น กับโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน

โดย รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค

ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

การประมูลแบบอีออคชั่น มาจากคำเต็มภาษาไทย ว่า ระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (eAuction) ระบบนี้ คือ การให้ผู้ขาย หรือผู้รับเหมางานราชการ ไม่ต้องมายื่นราคาแบบใส่ซองปิดผนึก แต่ให้เสนอผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ โดยนั่งเคาะราคาแข่งประมูลกันได้หน้าจอ คอมพิวเตอร์ ใครเคาะราคาต่ำสุดก็จะได้งานไป

อีออคชั่น ถูกนำมาใช้ในปี พ.ศ. 2549 ในยุครัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ในยุคที่นายกรัฐมนตรีสั่งแล้ว ข้าราชการผู้ใดไม่รีบดำเนินการ ก็จะมีภัย ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเดียวในโลกที่เร่งรีบใช้ อีออคชั่นกับงานจัดซื้อจัดจ้างทุกประเภท ตั้งแต่วงเงิน 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งหมายความว่า งานประมูลก่อสร้าง สัญญา แสนล้าน ทำรถไฟใต้ดิน หรือสร้างสนามบินใหม่ หรือจะเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ก็จะใช้วิธีเคาะเสนอราคา วิธีเดียวกันทั้งหมด โดยข้าราชการต้องรีบทำ ไม่กล้าทักท้วง แม้รู้ว่าผิดก็ต้องทำไปก่อน เช่นคำที่นายกฯ ทักษิณใช้เรียกว่า อีออคชั่น นั้นก็ผิดไม่ถูกต้องก็ไม่มีใครกล้าทักท้วง ที่จริงคำว่า ออคชั่น (Auction) นั้น ใช้กับการประมูลแข่งขันราคาเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด อาทิเช่น ใช้ในการประมูล ภาพเขียน ประมูลซื้อของส่วนตัวคนสำคัญ เป็นต้น แต่เวลาที่นำมาใช้กับการประมูลงานราชการ เราจัดประกวดราคาเพื่อให้ได้ คนที่จะเสนอราคา ค่าทำงาน หรือจัดสินค้าให้ราชการในราคาต่ำสุด ในที่สุด ก็ต้องแก้คำศัพท์ให้ถูกต้อง โดยต้องให้มีชื่อที่ท่านนายกฯ ได้มีการตั้งชื่อไว้แล้วว่า อีออคชั่น ต้องยังคงอยู่ โดยให้เติมไปเป็น คำว่า "รีเวิร์ส อีออคชั่น" (Reverse e-Auction)

แม้แต่ธนาคารโลก ก็ยังประหลาดใจในระบบอีออคชั่น แบบไทยๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้แทนธนาคารโลกประจำประเทศไทยได้ชี้ว่าประเทศไทยต้องทบทวนวิธีจัดซื้อจัด จ้างด้วยวิธีประมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรืออีออคชั่นใหม่ เพราะวิธีอีออคชั่นของไทยแตกต่างจากต่างประเทศในโลกมาก ที่ใช้ระบบอีออคชั่นกับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าทุกประเภท ขณะที่ประเทศอื่นใช้เฉพาะการจัดซื้อครุภัณฑ์ ทั้งยังไม่ได้ลดการรั่วไหลของเม็ดเงินและแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ ที่สำคัญ แม้จะใช้วิธีนี้เมื่อถึงเวลาประมูลก็ยังมีช่องทางให้เกิดการสมรู้ร่วมคิด ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล ผู้แทนธนาคารโลกจึงแนะนำให้ใช้วิธีอื่น

หลักการที่ไทยนำมาใช้ ที่อ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล (ฮั้ว) ก็ไม่ได้ผล เมื่อนำมาใช้ ก็เกิดปัญหา ยิ่งกว่าระบบ เปิดซองประมูลเดิม ฮั้วได้สะดวก ยิ่งกว่าเดิม เพราะการทำระบบอีออคชั่นจริงๆ แล้ว ในปัจจุบันจะเป็นระบบ ที่ผู้เสนอราคาต้องไปรวมตัวกันในสถานที่ที่กำหนด คือ ตลาดกลาง แล้วไปนั่งในห้องที่มีคอมพิวเตอร์ให้เคาะราคากัน ดังนั้น ก็ไม่แตกต่างกับการต้องไปปรากฏตัวยื่นซองประกวดราคาตามแบบเดิม และมีการตกลงสมยอมราคาก่อนเริ่มต้นประมูลที่ตลาดกลางกันได้สะดวก เห็นได้ชัดจากว่าผลการเคาะราคาประมูลงานก่อสร้าง ภายหลังการใช้ระบบอีออคชั่น ผู้ชนะงานก่อสร้างมักจะมีราคาใกล้เคียงกับราคากลาง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในการประมูลแบบยื่นซองยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากหนึ่ง ในหลายร้อยผลการประมูล อาทิเช่น ผลการประมูลแบบอีออคชั่น ในงานก่อสร้างถนนลาดยาง ที่จังหวัดชัยนาท เมื่อมีนาคม 2551 ที่มีราคากลาง 5,000,000 บาท

มีผู้เข้าประมูลเคาะราคา 4 ราย รายที่ชนะประมูลไปเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางไปเพียง 1,000 บาท (เสนอ 4,899,000) ผู้เสนอรายที่ 2 สูงกว่าผู้เสนอรายที่ 1 เพียง 500 บาท (เสนอ 4,899,500) ผู้เสนอรายที่ 3 (เสนอ 4,899,700) และผู้เสนอรายที่ 4 (เสนอ 4,899,900) ราคาต่างกันเพียง 200 บาท ผลแบบนี้แสดงว่าไม่ได้มีการแข่งขันกันอย่างแน่นอน เรียกกันว่า งานนี้ฮั้วกันสำเร็จ

ผลการประมูลทั่วประเทศ ก็ไม่ต่างจากตัวอย่างที่นำมาให้ดูนี้เท่าใดนัก หาดูได้อีกมากจากผลการประมูลทั่วประเทศ ที่จะมีประกาศในเว็บของหน่วยราชการนั้นๆ เป็นการแสดงความโปร่งใสของผู้บริหารว่าไม่มีเจตนาจะปกปิดผลการประมูล แต่ก็ไม่ช่วยให้การโกงหมดไป หากยังใช้ระบบอีออคชั่น อยู่ที่เอื้อต่อการฮั้ว มากกว่าเดิมเสียอีก

ปัญหาในการใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์ อีออคชั่น ที่นำมาใช้ในประเทศไทย ยังมีอีกมาก ที่หลายฝ่ายทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำลังร่วมกันยื่นข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้ทราบปัญหาที่วงการธุรกิจประสบอยู่ โดยยอมรับว่าระบบอีออคชั่นนั้นมีประโยชน์ และใช้ได้กับการจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ทั่วไปที่เป็นของประเภทครุภัณฑ์มาตรฐาน (Common Goods) อาทิเช่น โต๊ะ เก้าอี้ กระดาษ ซึ่งไม่มีความซ้ำซ้อนและไม่มีวงเงินสูง ดังเช่นที่นานาชาติใช้อยู่ แต่ไม่ควรนำมาใช้กับงานการประมูลก่อสร้าง ซึ่งมีรายละเอียดรายการราคาต่างๆ นับพันรายการในโครงการเดียวกัน งานการประมูลจัดซื้อประเภทสินค้าและบริหารสินค้าเทคโนโลยี และงานการประมูลจัดซื้อพัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ อาทิเช่น สินค้าเวชภัณฑ์ สายส่งไฟฟ้าแรงสูง เป็นต้น สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เสนอให้ยกเลิกการใช้ระเบียบอีออคชั่นกับงานก่อสร้างไปเลย ทั้งยังให้ข้อมูลว่าการดำเนินการตามระเบียบ ขั้นตอนของอีออคชั่น ที่อ้างว่าจะประมูลได้รวดเร็ว กลับเป็นงานเพิ่มเติมที่ซ้ำซ้อนและล่าช้าโดยไม่จำเป็น ในงานก่อสร้างหลายประเภทที่มี มีการจัดชั้นผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นไว้แล้ว มีแบบก่อสร้าง และทีโออาร์ ที่เป็นมาตรฐานไว้ครบถ้วนแล้ว

โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน เป็นตัวอย่างใหญ่ ระดับวงเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท อีกอันหนึ่งของประเภทงานการประมูลจัดซื้อพัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เฉพาะการร่างคุณสมบัติรถเมล์ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่ ขสมก ต้องการ หรือทีโออาร์ (Term Of References) ยังต้องแก้กันมาถึง 11 ครั้งแล้ว ก็ยังมีจุดที่ยังถกเถียงกันอยู่ โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน นี้ ก็ได้ประกาศแล้วว่าจะใช้การประมูลแบบ eAuction ที่ตามระเบียบแล้ว แม้มีผู้เข้าประมูลเพียง 2 ราย ก็พอเพียงเริ่มเคาะราคากันได้แล้วในวันประมูล 2 รายนี้จะรู้กันเองก่อนแล้วว่าใครเป็นใครก่อนวันประมูลแน่นอน เพราะจะต้องผ่านขบวนการคัดเลือกประกาศชื่อว่าผู้ใดจะมีสิทธิ เข้าเคาะราคา ลองวาดภาพในวันประกวดราคา ที่ผู้เข้าประกวดราคาทั้ง 2 ราย ก็จะต้องไปเจอหน้ากันที่ศูนย์การประมูลกลาง ไปนั่งอยู่ตู้กระจกข้างๆ กัน เคาะราคาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 5 เมตร ซึ่งเคาะราคาแบบนี้น่าจะทำได้ ด้วยการยกป้ายราคาชูขึ้นเป็นครั้งๆ ก็ไม่ง่ายกว่าหรือเดาไว้ก่อนว่าผลการเคาะราคาที่ต่ำสุดจะออกมาแตกต่าง จากราคากลางแบบเฉียดฉิวไม่ถึง 1% ตามตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ถ้าราคากลาง 60,000 ล้าน ต่ำสุดน่าจะออกมาด้วยวิธีอีออคชั่นนี้ที่จะได้สัญญาก้อนใหญ่ไปในราคา 99% ของราคากลาง หรือเท่ากับ 59,400 ล้าน ที่ผ่านมาสถิติการประมูลงานก่อสร้างที่ใช้ระบบนี้ ผู้รับเหมาที่ชนะก็มักจะได้ราคาใกล้เคียงราคากลางแบบเฉียดฉิวแบบนี้เป็น ประจำ

เราจะยังจะยังยินยอมให้ใช้อีออคชั่น กับงานเช่ารถเมล์ระดับมูลค่า 60,000 ล้านนี้ อีกต่อไปไหม

เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 12-10-52

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

ยกเครื่องรถไฟไทย

โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์

ศูนย์ริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตอบคำถามในเว็บไซต์นายกรัฐมนตรี ที่มีผู้ถามท่านเรื่องการปรับปรุงการรถไฟของไทย ว่า "ขณะนี้ รัฐบาลกำลังเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้าง ร.ฟ.ท. และยังยืนยันแนวคิดในการแยกการบริหาร ร.ฟ.ท. ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เรื่องของราง การเดินรถ และการบริหารจัดการทรัพย์สินของการรถไฟ ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ยืนยันว่าไม่ได้มีแนวคิดที่จะเอางานส่วนใดส่วนหนึ่งไปแปรรูปให้เอกชนเป็นเจ้าของ..."


ผมคิดว่าหนึ่งในบรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหมดจากจำนวน 58 แห่งทั้งประเทศ ที่มีปัญหาประสิทธิภาพและที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลมากที่สุด คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย ปัญหาใหญ่ๆ ของ ร.ฟ.ท. ในขณะนี้ จากมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง คือ


ประการแรก การปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์กรค่อนข้างล่าช้า ในปี พ.ศ. 2433 ซึ่งเป็นปีที่ถือกำเนิดขึ้นของกิจการรถไฟ องค์กรนี้อยู่ภายใต้สังกัด "กรมรถไฟ" ของกระทรวงโยธาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 ได้เปลี่ยนเป็น "กรมรถไฟหลวง" ในระยะเริ่มต้นนี้กิจการรถไฟเป็นหน่วยงานราชการ


หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธนาคารโลกได้เสนอให้รัฐบาลไทยปรับปรุงกิจการรถไฟให้มีการบริหารงานอย่างเป็นอิสระ และมีความคล่องตัวเหมือนธุรกิจเอกชน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้เสนอ พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 กิจการรถไฟซึ่งเคยบริหารงานแบบราชการ จึงกลายเป็นรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า "การรถไฟแห่งประเทศไทย" กระนั้นก็ดี เกือบ 60 ปีที่ผ่านมา ระบบ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และการกำกับดูแลภายใน ร.ฟ.ท. ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกจากความเป็นราชการได้


ดังจะเห็นได้จาก ร.ฟ.ท. ซึ่งเริ่มต้นขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 หรือเกือบ 40 ปีมาแล้ว จนกระทั่งในปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มียอดการขาดทุนสะสมสูงถึงประมาณ 70,000 ล้านบาท และหากไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างขนานใหญ่ คาดได้ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยอดขาดทุนนี้จะสูงถึงกว่า 100,000 ล้านบาท การขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของกิจการรถไฟแทบไม่ใคร่ได้รับการดูแลรักษา และมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น


ประการที่สอง การขาดความต่อเนื่องทางด้านนโยบาย ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มี รมว. คมนาคม 7-8 คน มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการการรถไฟกว่า 10 คณะ ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยๆ อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ และการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีที่มาดูแลการรถไฟบ่อยๆ ก็อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน แต่การที่ไปเปลี่ยนคณะกรรมการรถไฟทุกๆ ครั้ง ที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีไม่น่าจะถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทำให้การทำงานของคณะกรรมการขาดความต่อเนื่อง และทำให้งานใหญ่ๆ ไม่อาจริเริ่มและดำเนินการต่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง


ผมคิดว่าปัญหาของ ร.ฟ.ท. ที่หมักหมมจนเน่าเสียอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง และปัญหาของนักการเมืองโดยตรง เพราะการเปลี่ยนตำแหน่ง รมว.คมนาคม กับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการรถไฟในทุกๆ ครั้ง มักจะกลายเป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องที่ รมต. ตั้งกรรมการรถไฟในลักษณะที่เป็นการให้รางวัลตอบแทนทางการเมือง หรือตั้งสมัครพรรคพวกเข้ามาช่วยดูแลผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ มากกว่าจะรับบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่จะเข้ามาพัฒนา ร.ฟ.ท. ผมคิดว่ายอดขาดทุนรถไฟที่สูงขนาดนี้ หากเป็นธุรกิจเอกชนคงถูกฟ้องล้มละลายไปแล้ว


ประการที่สาม การมีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนการให้บริการการขนส่งทางรถไฟกับการขนส่งทางถนนและทางน้ำ การขนส่งทางรถไฟจะมีบทบาทน้อยกว่ามาก กล่าวคือ ในแง่ของการบริการขนส่งผู้โดยสารทั้งหมด รถไฟมีผู้ใช้บริการเพียงร้อยละ 16 ส่วนในแง่ของการขนส่งสินค้า ในปี พ.ศ. 2549 การขนส่งสินค้าทางรถไฟคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.3 ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด ในขณะที่การขนส่งทางถนนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85.5 การขนส่งทางน้ำภายในประเทศร้อยละ 6.2 การขนส่งทางทะเลร้อยละ 6.0 และการขนส่งทางอากาศร้อยละ 0.01


ประการที่สี่ การกำกับดูแลของคณะกรรมการการรถไฟ การที่ฝ่ายนโยบายมีอำนาจเหนือฝ่ายกำกับดูแล และฝ่ายบริหารของ ร.ฟ.ท. มาโดยตลอด ทำให้คณะกรรมการการรถไฟไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง การกำกับดูแลของคณะกรรมการ จึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ซึ่งขาดความโปร่งใส ขาดการตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งขาดประสิทธิภาพในการทำงานโดยตลอด
ประการที่ห้า ทัศนคติของฝ่ายบริหารและพนักงาน ที่ควรให้ความสำคัญกับประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกิจการของ ร.ฟ.ท. โดยทั่วไปประชาชนถือเป็นผู้เสียภาษีอากรให้แก่รัฐบาล และรัฐบาลได้นำภาษีอากรเหล่านี้มาอุดหนุนกิจการรถไฟเป็นเวลาประมาณ 120 ปีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 30-40 ปี สุดท้ายนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องให้การอุดหนุนกับการขาดทุนของ ร.ฟ.ท.เป็นอย่างสูงมาโดยตลอด ร.ฟ.ท. ควรตระหนักว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นผู้โดยสารของ ร.ฟ.ท. แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ต้องถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการ ร.ฟ.ท. ฉะนั้น ร.ฟ.ท. จะต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนต่อ ร.ฟ.ท. อย่างจริงจัง


ผมเห็นว่าแนวความคิดของคุณอภิสิทธิ์ในการปรับปรุงโครงสร้างของ ร.ฟ.ท. เป็นเรื่องที่สมควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปกิจการรถไฟให้กลายเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางด้านการขนส่งด้วยราง และมีการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพในระดับสูงมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยาวนานตามสมควร สิ่งที่ ร.ฟ.ท. ต้องการในขณะนี้ ก็คือ วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายที่เหมาะสม การสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ และการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขององค์กรที่อยู่บนหลักของการมีธรรมาภิบาล


เผยแพร่ครั้งแรกที่ กรุงเทพธุรกิจ 28-09-52

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

ทรงศักดิ์ยันเนวินเข้าฟังชี้คดีกล้ายางแน่

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม -->> คดีกล้ายาง

13 คดีคอร์รัปชั่น ที่ดำเนินการตรวจสอบโดย คตส.

เอกสารประกอบการเสวนา "วันนี้ของ คตส. กับก้าวที่สองของการพัฒนาธรรมาภิบาล" เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ

(1) การจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด CTX (รวมสายพานลำเลียง)
(2) ท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินสนามบินสุวรรณภูมิ
(3) ภาษีเงินได้เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น (หุ้นชินคอร์ป)
(4) เงินกู้ (EXIM BANK)
(5) การออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว
(6) การจัดซื้อกล้ายาง
(7) การจ้างก่อสร้างและจัดซื้ออุปกรณ์เซ็นทรัลแล็ป (บริษัท ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เกษตรและอาหาร จำกัด)
(8) แอร์พอร์ตลิงค์
(9) การปล่อยเงินกู้ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ -กฤษดามหานคร
(10) การจัดซื้อจัดจ้างเอกชนโดยการเคหะแห่งชาติ / บ้านเอื้ออาทร
(11) ร่ารวยผิดปกติ 76,000 ล้านบาทโดยประมาณ / แปลงภาษีสรรพสามิต
(12) การจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.
(13) การจัดซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟู (ที่ดินรัชดาภิเษก)

โดย ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม